★KorKai™'s profile★KorKai™ U★lsนัสPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    April 29

    เปอร์เซียเรืองอำนาจในโลก

    ขณะที่บาบิโลนครองความเป็นใหญ่อยู่ทางภาคใต้ของราชอาณาจักรเก่าของอัสซีเรีย พวกมีเดียครองความเป็นใหญ่อยู่ทางภาคเหนือ สองจักรวรรดินี้ตั้งอยู่คู่เคียงกันเป็นเวลานานประมาณเจ็ดสิบปีโดยไม่มีการสู้รบกันอย่างเปิดเผย

    ในปี ก.ค.ศ.550 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น อัสทียาเกส (Astyages) แห่งมีเดียยกทัพไปต่อสู้กับพวกเอลาม ซึ่งตอนนั้นกษัตริย์ไซรัส (Cyrus) แห่งเปอร์เซียปกครองอยู่ การสู้รบกันครั้งนี้ปรากฎว่ากองทัพมีเดียปราชัยยับเยิน เพราะกษัตริย์ไซรัสทรงเดชานุภาพและเป็นที่นิยมรักใคร่ของประชาชนเกินกว่าที่จะเอาชนะพระองค์ได้ ไซรัสทรงสามารถขับพวกมีเดียให้ล่าทัพกลับ แล้วตามไปโจมตีถึงในดินแดนของชาวมีเดียจนได้ชัยชนะ อีกไม่นานไซรัสก็ตั้งตนเองเป็นกษัตริย์ในเอคบาทานา (Ecbatana) และอ้างว่าพระองค์มีอำนาจในจักรวรรดิมีเดีย

    นาโบนิดัด (Nabonedus) แห่งบาบิโลนกลัวว่าไซรัสจะยกทัพเลยเข้ามาโจมตีจักรวรรดิของพระองค์ ซึ่งก็เป็นความจริงเช่นนั้น พระองค์จึงได้ร่วมกับผู้นำมิตรประเทศ ได้แก่ อามาซิส (Amasis) แห่งอียิปต์ และ โครเอซัส (Croesus) แห่งลิเดียจัดตั้งกองกำลังเพื่อป้องกันประเทศของพวกตน กษัตริย์ไซรัสบุกเข้ายึดซารดิส (Sardis) เมืองหลวงของลิเดียได้เป็นแห่งแรกในปี ก.ค.ศ. 547 พอถึงปี ก.ค.ศ. 539 ไซรัสทรงยกทัพเข้าโจมตีบาบิโลนโดยตรง เวลานั้นประชาชนชาวบาบิโลนไม่นิยมเลื่อมใสในตัวกษัตริย์นาโบนิดัด เพราะนอกจากพระองค์จะเป็นชาวอารัมที่มาจากเมืองฮารานซึ่งไม่ใช่เชื้อพระวงศ์แคลเดียแห่งบาบิโลนแล้ว พระองค์ก็ยังไม่ยอมสักการะเทพเจ้ามาร์ดุกอีกด้วย จึงทำให้พวกปุโรหิตของพระมาร์ดุกไม่ชอบพระองค์ นาโบนิดัดเลื่อมใสศรัทธาพระสิน (Sin) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ เทพองค์นี้มีวิหารอยู่ที่เมืองฮาราน ก่อนหน้านั้นหลายปี คือก่อนที่กษัตริย์ไซรัสจะยึดเอคบาทานาได้นาโบนิดัดปล่อยให้เบลชัสซาร์โอรสของพระองค์ปกครองประเทศแทน ผลที่ตามมาก็คือไม่มีการฉลองเทศกาลปีใหม่ติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปี เพราะเทศกาลนี้กษัตริย์จะต้องเป็นผู้นำในพิธีรื้อฟื้นความเป็นผู้นำประเทศ เรื่องนี้เองที่ทำให้ประชาชนไม่พอใจนาโบนิดัดอย่างมาก ดังนั้นเองจึงไม่เตรียมตัวเตรียมใจเพื่อต่อสู้กับไซรัสอย่างเต็มกำลัง

    ไซรัสรบชนะบาบิโลนที่เมืองโอปิส (Opis) บนฝั่งแม่น้ำไทกรีสเมื่อปี ก.ค.ศ. 539 และอีกไม่กี่วันต่อมาแม่ทัพของพระองค์ก็ยึดกรุงบาบิโลนได้สำเร็จโดยไม่มีการต่อสู้มากนัก นาโบนิดัดทรงหนีเอาตัวรอดแต่ก็ถูกจับได้ ชาวบาบิโลนต้อนรับกษัตริย์ไซรัสด้วยความปีติยินดีในฐานะที่ทรงเป็นวีรชนผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเขาและผู้รับใช้ของพระมาร์ดุก เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระมาร์ดุกกษัตริย์ไซรัสจึงทรงรื้อฟื้นเทศกาลปีใหม่ขึ้นมาอีก และนำรูปปฏิมาของเทพเจ้าต่าง ๆ กลับไปไว้ในเทวสถานเดิมของใครของมัน หลังจากไซรัสได้บาบิโลนไว้ในความครอบครองแล้วไม่นาน บรรดาเจ้านายผู้ปกครองมณฑลต่างด้าวต่าง ๆ ก็พากันมาสวามิภักดิ์ จักรวรรดิเปอร์เซียตั้งขึ้นได้ด้วยการผนวกจักรวรรดิมีเดีย จักรวรรดิบาบิโลน พร้อมกับดินแดนอื่น ๆ ที่อยู่ห่างไกลเข้าด้วยกัน โดยมีกรุงเอาบาทานาเป็นเมืองหลวง

    จักรวรรดิเปอร์เซียตั้งอยู่ได้นานประมาณสองร้อยปี กษัตริย์องค์หลัง ๆ ไม่ใช่นักปกครองที่ดีเหมือนไซรัส อียิปต์และกรีกเป็นศัตรูตัวฉกาจของเปอร์เซีย คัมบีเซส (Cambyses) โอรสของไซรัสปราบอียิปต์ได้สำเร็จในปี ก.ค.ศ. 525 แต่ประชาชนชาวอียิปต์ไม่เต็มใจอยู่ใต้ปกครองของเปอร์เซียจึงก่อการกบฏขึ้นบ่อย ๆ หลายครั้งก็ได้รับความช่วยเหลือจากประเทศกรีก ระหว่าง ก.ค.ศ. 401-342 อียิปต์ได้รับอิสรภาพอีกครั้ง แต่ก็ต้องสูญเสียไปอีกก่อนที่จักรวรรดิเปอร์เซียจะถูกโค่นลง

    ประเทศกรีกสร้างความเดือดร้อนให้แก่เปอร์เซียมากกว่า และเปอร์เซียก็ไม่เคยเอาชนะกรีกได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว กษัตริย์เซอร์ซิสที่ 1 (Xerxer l) เป็นกษัตริย์แห่งเปอร์เซียองค์แรกที่พยายามจะพิชิตกรีกให้ได้ พระองค์ยกทัพเรือไปรบกับกรีกครั้งแรกในปี ก.ค.ศ.480 แรก ๆ ก็ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ถึงกับสามารถยึดกรุงเอเธนส์ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของกรีกได้ แล้วเผาวัดวาอารามและอาคารบ้านเรือนของประชาชนที่ตั้งอยู่บนเนินเขา อะโครโปลิส (Acropolis ดูภาพหน้า ) แต่อีกไม่นานกองทัพกรีกก็สามารถทำลายเรือรบส่วนใหญ่ของเปอร์เซีย กองทัพของเซอร์ซิสที่ 1 พ่ายแพ้ยับเยิน พระองค์เองก็ถูกปลงพระชนม์

    อาร์ทาเซอร์ซิสที่ 1 (Artaxerxes l) ทำสงครามกับกรีกต่อไป แต่ในที่สุดก็ยอมทำสัญญาสงบศึกกันในปี ก.ค.ศ.449 หลังจากนั้นพวกกรีกก็รบพุ่งกันเอง เปอร์เซียจึงล่ากลับไปเฝ้าดูพวกกรีกฉีกเนื้อกันเองออกเป็นชิ้น ๆ ในสงครามที่เปโลโปนนีเชียน (Peloponnesian War ก.ค.ศ.431-404) ตอนนั้นไม่จำเป็นที่เปอร์เซียต้องเข้าไปแทรกแซง ชาวกรีกเอาแต่รบกันเองจนไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่จักรวรรดิเปอร์เซีย แต่ผลสุดท้ายก็สร้างความพินาศให้แก่เปอร์เซียอยู่ดี ทันทีที่เลิกทำสงครามกันเอง พวกกรีกก็เริ่มก่อกวนและสร้างความเดือดร้อนให้แก่บรรดาผู้ปกครองของเปอร์เซีย เมื่ออียิปต์เข้าร่วมผสมโรงด้วยก็ทำให้ยิ่งเดือดร้อนขึ้นกว่าเดิม ในที่สุดอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) แห่งประเทศกรีกก็ทำลายอาณาจักรเปอร์เซียได้สำเร็จ แล้วทรงครอบครองโลกสมัยโบราณไว้ได้ทั้งหมดตั้งแต่กแม่น้ำดานูบจรดแม่น้ำอินดัสและเลยไปอีก

    ศาสนาของชาวเปอร์เซีย
    ศาสนาดั้งเดิมของชาวเปอร์เซียเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์และกสิกรรมแบบเรียบง่าย แต่ต่อมาก็มีศาสนาใหม่ ศาสนาโซโรแอสเตอร์เกิดขึ้น ศาสนานี้พัฒนาขึ้นผลงานของชายผู้หนึ่งชื่อว่า ซาราธุสตรา (Zarathustra) หัวใจของศาสนาโซโรแอสเตอร์อยู่ที่หนังสือศักดิ์สิทธิ์หรือพระคัมภีร์ เช่นเดียวกันกับศานายูดาย อิสลาม คริสต์ศาสนาและศาสนาของชาวตะวันออกอีกหลายศาสนา หนังสือศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้เรียกว่า พระคัมภีร์อาเวสตา (Avesta) ศาสนาโซโรแอสเตอร์มีลักษณะเป็นลัทธิทวินิยม สานุศิษย์ของศาสนานี้เชื่อในอำนาจสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งดีฝ่ายหนึ่งชั่ว พวกเขาเชื่อว่าเทพเจ้าแห่งความดีเป็นเทพผู้สูงสุด ชื่อออร์มาซด์ (Ormazd) เทพองค์นี้มีพวกอัครเทวทูตและเทวทูตทั้งหลายเป็นบริวาร และเชื่อว่ามีเทพแห่งความชั่วองค์หนึ่งชื่อ อาห์ริมาน (Ahriman) มีภูตผีปีศาจเป็นบริวาร ศาสนาโซโรแอสเตอร์สอนว่า มนุษย์ควรจะปรนนิบัติรับใช้เทพแห่งความดี และทำตามประมวลกฎหมายอันสูงส่งซึ่งแสดงออกมาเป็นค่านิยมทางศีลธรรมแบบถ่อมตัว ศิษยานุศิษย์ของศาสนานนี้มีความเชื่อมั่นว่า ความตายไม่ใช่การสิ้นสุดคนชอบธรรมจะได้รับชีวิตใหม่เมื่อตอนที่เทพออร์มาซด์ทำสงครามชนะ

     

     

     

         

    อิสราเอล 12 เผ่า

    อิสราเอล 12 เผ่าหลักแหล่งในปาเลสไตน์

    อิสราเอลเข้าไปยึดครองคานาอันตอนปลายยุค ระหว่าง ก.ค.ศ. 1250-1000 พระธรรมโยชูวาเล่าถึงวิธีที่โยชูวานำอิสราเอลข้ามแม่น้ำจอร์แดนและเข้ายึดเมืองเยรีโค(โยชูวา1-5) อิสราเอลสามารถพิชิตเมืองต่างๆ ที่อยู่บนเนินเขาด้านเหนือและด้านใต้ของเยรูซาเล็ม (โยชูวา 7-10) และพูดถึงชัยชนะที่ภาคเหนือของปาเลสไตน์คือบริเวณรอบๆ เมืองฮาโซร์(โยชูวา 11) หลักฐานทางโบราณคดียืนยันว่าเมืองต่าง ๆ เช่น เดบีร์ ลาคิช และฮาโซร์ ถูกทำลายในช่วงนี้ รวมทั้งเบธเอล แต่ไม่ใช่เมืองอัย

    1. การแบ่งดินแดน
    สองสามบทสุดท้ายของพระธรรมโยชูวาเป็นเรื่องการแบ่งดินแดนกันระหว่างอิสราเอล 12 เผ่า มีบางตอนบอกว่าอิสราเอลพิชิตปาเลสไตน์ไม่หมด ที่น่าสังเกตก็คือ แม้ว่าอิสราเอลจะเข้าไปตั้งหลักแหล่งในปาเลสไตน์ได้แล้ว แต่ก็มีเมืองของชาวคานาอันเป็นจำนวนมากที่ยังเป็นเอกราชอยู่เหมือนเดิม (โยชูวา 13.1-6 , 13 , 15.63, 16.10, 17.11-13) พระธรรมผู้วินิจฉัยบทแรกก็ยืนยันความจริงนี้ ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนว่าอิสราเอล 12 เผ่าไม่สามารถยึดปาเลสไตน์เป็นของตนได้ทั้งหมด (ผู้วินิจฉัย 1.29-36)

    เพื่อจะเข้าใจเรื่องในช่วงนี้ เราต้องสังเกตสิ่งที่พระธรรมโยชูวาไม่ได้บอกไว้ ดังนี้

    1. ไม่ได้เขียนไว้ว่าอิสราเอลต่อสู้เพื่อยึดครองบริเวณชายฝั่งทะเลของปาเลสไตน์ คนพวกนั้นเข้มแข็งเกินที่จะเอาชนะได้ (โยชูวา13.2-3)
    2. ไม่ได้พูดถึงทุ่งราบเอสเดรอีโลนซึ่งอยู่ในหุบเขาคีโชน ที่นั่นมีชาวคานาอันและอาโมไรต์อยู่หนาแน่นเกินกว่าอิสราเอลจะยึดครอง
    3. ไม่ได้พูดถึงการยึดเมืองชิโลห์และเชเคมซึ่งสองเมืองนี้มีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์อิสราเอล

    พระธรรมโยชูวา 24 บอกว่าทุกเผ่าผูกพันกันโดยพันธสัญญาที่ทำกับพระเจ้าร่วมกัน โยชูวาเรียกเผ่าต่างๆ มาประชุมกันที่เมืองเชเคม ขอให้พวกเขาละทิ้งพระเทียมเท็จและทำสัตยาบันร่วมกันว่าจะเชื่อฟังพระเจ้า ความเป็นเอกภาพทางศาสนาคือสิ่งยึดเหนี่ยวสิบสองเผ่าไว้มั่นและทำให้เกิดความรับผิดชอบซึ่งกันและกัน ภายหลังเมืองชิโลห์กลายเป็นศูนย์กลางที่เผ่าต่างๆพากันมานมัสการพระเจ้าร่วมกัน เผ่าเลวีกลายเป็นชุมชนที่รับผิดชอบด้านศาสนาจึงไม่ได้รับดินแดนเป็นส่วนแบ่งโดยเฉพาะ แต่กระจายกันอยู่ในดินแดนของเผ่าต่าง ๆ

    พระธรรมผู้วินิจฉัยเล่าเรื่องอิสราเอล 12 เผ่าต่อ และบันทึกเรื่องความทุกข์ลำบากต่างๆที่พวกเขาต้องเผชิญขณะที่เข้าไปยึดครองปาเลสไตน์ ผู้เขียนพระธรรมผู้วินิจฉัยแสดงให้เห็นว่าเมื่อใดที่เผ่าต่างๆเชื่อฟังพระเจ้า พวกเขาก็เข้มแข็งขึ้น แต่เมื่อใดที่ไม่รับใช้พระองค์ก็จะอ่อนแอลง

    2. ภารกิจของผู้วินิจฉัย
    ผู้วินิจฉัยคือผู้ที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้เป็นผู้นำเผ่าต่างๆ ทำสงครามกับศัตรู เมื่อใดที่มีผู้วินิจฉัยเป็นผู้นำ พวกเขาก็เข้มแข็งขึ้น และตระหนักได้ว่าพวกเขาต้องรับใช้พระเจ้าและรับใช้ซึ่งกันละกัน พระธรรมผู้วินิจฉัยพูดถึงวิธีที่อิสราเอลเผ่าต่างๆ จัดการกับศัตรูทั้งหลายในยุคนั้น เพื่อจะรักษาแผ่นดินไว้ให้ได้มากพอสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยและทำมาหากินเป็นหลักแหล่ง และเพื่อให้ชีวิตของพวกตนมีความสุขความเจริญ

    3. ศัตรูของอิสราเอล

    1. พวกฟิลิสเตีย มีผู้วินิจฉัยสองคนที่ต่อสู้กับพวกฟิลิสเตียคือ ชัมการ์ ประมาณ ก.ค.ศ. 1150 (วนฉ 3.31) และแซมสัน (วนฉ 13.1-16.31) ท่านทำงานแบบกองโจรไม่ใช่แบบกองทัพ
    2. พวกคานาอัน เดโบราห์เป็นผู้ปลุกระดมเผ่าต่างๆ ที่อยู่ทางภาคกลางและภาคเหนือของปาเลสไตน์ให้ลุกขึ้นต่อสู้กับพวกคานาอันที่ทุ่งราบเอสเดรอีโลนจนได้ชัยชนะ มีเรื่องนี้เล่าไว้ 2 สำนวน คือแบบร้อยแก้ว(ผู้วินิจฉัย บทที่ 4 ) และแบบร้อยกรอง (ผู้วินิจฉัยบทที่ 5)
    3. เผ่าต่าง ๆ ที่พูดภาษาอารัม สามราชอาณาจักรที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนทำสงครามกับอิสราเอล ช่วงนี้ด้วย

    ก. โอทนีเอล รบชนะกษัตริย์แห่งเอโดม ประมาณ ก.ค.ศ. 1200 (วนฉ 3.7-11)
    ข. เอฮูด สังหารกษัตริย์แห่งโมอับ ก.ค.ศ. 1175 (วนฉ 3.12-30)
    ค. เยฟธาห์ ประมาณ ก.ค.ศ. 1050 นำกองทัพต่อสู้กับชาวอัมโมน (วนฉ 10.6-12.7)

    4. ชนเผ่าเร่ร่อนผู้บุกรุก กิเดโอน นำกองกำลังอิสราเอลขนาดย่อมต่อสู้กับพวกมีเดียนและอามาเลข ซึ่งบุกรุกดินแดนอิสราเอลและขโมยพืชผลอยู่เสมอ (ประมาณ ก.ค.ศ. 1100) กิเดโอนขับไล่ผู้บุกรุกออกจากปาเลสไตน์ได้สำเร็จ ทำให้เผ่าต่างๆบรรเทาความเดือดร้อนลง (วนฉ 6.1-8.35)

    พระธรรมผู้วินิจฉัยแสดงให้เห็นว่าอิสราเอล 12 เผ่าสามารถต่อสู้กับศัตรูได้เป็นอย่างดี และประสบชัยชนะครั้งสำคัญอยู่หลายหน แต่พวกฟิลิสเตียก็ยังคงมีอำนาจเกินกว่าที่พวกเขาจะปราบให้ราบคาบได้

    พระเจ้าของโมเสส

     

    ประสบการณ์ที่ได้รับจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ในการอพยพ ทำให้พวกอิสราเอลเริ่มคิดถึงเรื่องพระเจ้าและความสัมพันธ์ที่พระองค์ทรงมีกับมนุษย์ในแง่มุมใหม่ ในสมัยบรรพชนต้นตระกูลอิสราเอลนั้น ประชาชนคิดว่าพระเจ้าทรงเกี่ยวข้องกับบุคคลแต่ละคน แต่ละครอบครัว และแต่ละเผ่า พระองค์ทรงปฏิบัติต่ออับราฮัม อิสอัค ยาโคบและบุตรสิบสองคนของท่านเป็นคน ๆ ไป

    ในสมัยอพยพพวกอิสราเอลเห็นว่า พระเจ้าทรงทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อช่วยประชาชนอิสราเอลทั้งกลุ่มให้พ้นจากการเป็นทาส และช่วยพวกเขาให้สามารถสร้างชุมชนหรือสังคมของตน พระเจ้าทรงเลือกโมเสสให้เริ่มสร้างประชาชนที่เป็นทาสเหล่านั้นให้กลายเป็นชนชาติใหญ่

    1. พระบัญญัติสิบประการ
    พระบัญญัติสิบประการ (อพยพ 20:2-17, เฉลยธรรมบัญญัติ 5:6-21) เป็นหัวใจของเรื่องราวทั้งหมด ประสบการณ์ต่าง ๆ เมื่อครั้งอพยพออกจากประเทศอียิปต์ทำให้ความคิดเห็นของพวกอิสราเอลเกี่ยวกับพระเจ้าและแผนงานของพระองค์สำหรับมนุษยชาติเปลี่ยนไป

    บัญญัติสิบประการเริ่มต้นด้วยคำนำว่า "เราคือพระเจ้าของเจ้า ผู้ได้นำเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์คือจากแดนทาส" (อพยพ 20.2) คำว่าพระเจ้าในพระคัมภีร์ภาษาฮีบรูใช้คำว่า "ยาห์เวห์" อันเป็นพระนามที่โมเสสรู้เป็นคนแรก แปลว่า "เราเป็นซึ่งเราเป็น" พระองค์คือผู้ที่นำอิสราเอลออกจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ เพราะฉะนั้น

    1. "อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา" พระยาห์เวห์คือพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่ประชาชนต้องปรนนิบัติรับใช้ไม่ใช่พระอื่น (อพยพ 20:3)
    2. "อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน" (อพยพ 20:4)
    3. "อย่าออกพระนามของพระเจ้าอย่างไม่สมควร" (อพยพ 20:7) พระนาม "ยาห์เวห์" เป็นพระนามบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธ์มาก จนพวกยิวไม่กล้าเอ่ยพระนามนี้ เพราะกลัวว่าจะเกิดอันตราย แม้ในการนมัสการก็ไม่กล้าเอ่ยถึง พวกเขาจะใช้คำว่า "อะโดนาย" แทน
    4. "จงระลึกถึงวันสะบาโตถือเป็นวันบริสุทธิ์" (อพยพ 20:8)
    5. "จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า" (อพยพ 20:12) พ่อแม่มีหน้าที่สั่งสอนลูกให้รักและรับใช้พระเจ้า ลูกควรให้เกียรติแก่พ่อแม่ เมื่อท่านแก่ชราแล้วก็ควรปรนนิบัติดูแลและรักษาท่านให้ดี

    พระบัญญัติข้อ 6-10 อพยพ 20:13-17 "อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณี อย่าลักทรัพย์ อย่าเป็นพยานเท็จ และอย่าโลภ" พระบัญญัติห้าข้อหลังนี้เป็นรากฐานมั่นคงของความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดสันติสุข

    2. หีบพันธสัญญา
    ประชาชนอิสราเอลตอบสนองการที่พระเจ้าทรงสำแดงพระราชประสงค์ของพระองค์ผ่านทางพระบัญญัติสิบประการ ด้วยการเข้าร่วมพันธสัญญาที่พระองค์ทรงหยิบยื่นให้ พวกเขาเต็มใจที่จะเชื่อฟังและให้สัญญาอย่างชัดเจนว่าจะทำตามพระบัญชาของพระองค์ พระบัญญัติสิบประการจารึกอยู่บนแผ่นศิลาสองแผ่น เป็นเครื่องเตือนสติให้รำลึกถึงคำมั่นสัญญาต่าง ๆ ที่ประชาชนทำไว้กับพระเจ้า

    หีบพันธสัญญาทำด้วยไม้หุ้มทองคำ สำหรับเก็บแผ่นศิลาจารึกเพื่อให้พวกอิสราเอลแบกหามไปด้วยขณะเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เมื่อใดที่ประชาชนอิสราเอลเห็นหีบก็จะระลึกได้ว่าตนเป็นประชาชนของยาห์เวห์ และจะต้องปรนนิบัติรับใช้พระองค์ ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ไหน ๆ ก็เอาหีบใบนี้ไปด้วย เมื่อออกรบก็เอาไปด้วย (1 ซามูเอล 4:3) กษัตริย์ดาวิดทรงย้ายหีบพันธสัญญาไปไว้ที่กรุงเยรูซาเล็มอันเป็นเมืองหลวง (2 ซามูเอล 6:16-17) โดยเก็บไว้ในพระวิหาร และคงอยู่ที่นั่นตลอดไป จนกระทั่งบาบิโลนทำลายกรุงเยรูซาเล็มพินาศย่อยยับ เมื่อประมาณหกร้อยปีหลังจากการอพยพออกมาจากประเทศอียิปต์

    3. การถวายเครื่องบูชาและการนมัสการ
    ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ประณามพวกอิสราเอลสมัยหลังที่วางใจในการถวายเครื่องบูชามากกว่าเชื่อฟังพระเจ้า ดูเหมือนว่าพวกอิสราเอลเชื่อว่า ถ้าถวายเครื่องเผาบูชาเป็นประจำแล้วพระเจ้าจะทรงพอพระทัย ขอให้สังเกตว่าในพระบัญญัติสิบประการไม่มีคำสั่งเรื่องการถวายบูชาอยู่เลย แต่ในพระธรรมอพยพพูดถึงการถวายเครื่องบูชาต่าง ๆ และประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมีการถวายเครื่องบูชาอยู่เสมอ

    4. ปัสกา
    งานเลี้ยงอาหารของพวกอิสราเอลที่เรียกว่า "ปัสกา" เป็นงานฉลองเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่พระเจ้าทรงปลดปล่อยประชาชนอิสราเอลจากการเป็นทาสในแผ่นดินอียิปต์ เป็นไปได้ที่งานเลี้ยงนี้มีอยู่แล้วก่อนการอพยพ งานเลี้ยงที่แต่ละครอบครัวใช้แกะเป็นเครื่องบูชาและรับประทานอาหารร่วมกันเช่นนี้เหมือนกับงานเลี้ยงที่ชนเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์เผ่าอื่น ๆ กระทำสืบกันมา เดิมทีอาจกระทำกันตอนต้นปีใหม่เพื่อขอให้พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่ประชาชนและแก่ฝูงสัตว์ของเขา แต่พอถึงสมัยอพยพพิธีนี้ได้กลายเป็นพิธีที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางออกจากประเทศอียิปต์ ทำให้ความหมายและความสำคัญของงานเลี้ยงนี้เปลี่ยนไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง

    April 26

    ยากันแดด ครีมกันแดด

    ชนิดของยากันแดด
    1.ยาทา
       ก.สารเคมี เช่น PABA, PABA esters, benzophenones และ cinnamates เป็นสารดูดแสงอัลตราไวโอเลต
       ข.ใช้สมบัติทางกายภาพกันแสง เช่น titanium dioxide, zinc oxide , kaolin , talc และ iron oxide ทำให้เกิดการสะท้อนของแสง
    2. ยารับประทาน เช่น beta - carotene, chloroquine ใช้รักษาโรคบางโรค แต่ไม่กันผิวไหม้จากแสงแดด
     

    สารกันแดดสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม

    1. Physical Sunscreen (สารกันแดดสะท้อนแสง)
      เป็นสารเพิ่มคุณสมบัติสะท้อนแสง ส่วนมากไม่ทำปฏิกิริยาการแพ้กับผิวหนัง เช่น Titanium Dioxide(TiO2), Zinc Oxide (ZnO) เป็นต้น สารในกลุ่มนี้สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA,UVB,Visible Light และ Infrared Light

    2. Chemical Sunscreen(สารกันแดดดูดแสง) เป็นสารที่สามารถดูดซับพลังงานของแสงแดดไว้ก่อนที่แสงแดดจะผ่านลงไปที่ผิวหนัง สารในกลุ่มนี้มีหลายชนิด ซึ่งสามารถดูดซับพลังงานในช่วงที่ต่างกันและอาจทำให้เกิดการแพ้ยาได้

    วิธีการเลือกใช้ยากันแดด
                  
    ในปัจจุบัน เทคโนโลยีต่างๆ สามารถกันแดดที่ดีขึ้น เช่น สารในกลุ่ม Physical Sunscreen ที่สามารถกันแดดได้ดี และหน้าไม่ขาว หรือ การใช้ยากันแดดทั้ง 2 กลุ่ม (Physical and Chemical Sunscreen) ผสมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการป้องกันแสงแดด

    สารที่ใช้เป็นยากันแดดที่ดีที่สุดคือ

    1.พวก PABA esters

       - Octyl dimethyl PABA ร่วมกับ oxybenzone

       - Glyceryl PABA + Octyl dimethyl PABA + oxybenzone

       - PABA + Padimate O + oxybenzone

       - Phenylbenzimidazole 5 sulfonic acid + Octyl dimethyl PABA

    2.Non - PABA

       - Ethyl hexyl - p - methoxycinnamate + 2+OH+4 methoxy benzophenone + 2 phenyl benzimidazole sulfonic acid

    April 25

    เสี๊ยวหนึ่งของอารมณ์รัก

         

     

     

     
















     
     
    มองฉันทีเปิดตามองฉันที  มองให้ดีว่ามีใครเข้ามา
    ฉันต้องการให้เธอได้รู้ว่าฉันเสียใจมากมายเท่าไร
    อยากให้เธอรับรู้ว่าฉันต้องเจ็บแค่ไหน  เมื่อรู้ว่าเธอต้องทุกทน
    อยากวิงวอนทั้งฟ้าเว้นเธอไว้ซักคน  ให้ฉันเจ็บแทนได้ไหม
    หากมีทางไหนให้เธอกลับ กลับมาเหมือนเก่า  ฉันจะยอมทำตามสิ่งนั้น
    ไม่ปล่อยให้ช้าไป  ไม่ปล่อยให้เนิ่นนาน  จะไม่รอจนสิ่งเหล่านั่นสายไป
    ถ้าหากว่าย้อนเวลากลับ กลับไปที่เก่า  ฉันจะไม่ยอมให้เธอจากไป
    จะบอกเธอทุกคำที่อยู่ในหัวใจ  ว่าชีวิตชั้นขาดเธอไปไม่ได้เลย
    ฟังฉันทีถ้าหากเธอได้ยิน ฟังให้ดีถ้ายังไม่สายไป
    เธอนั้นคือที่สุดในหัวใจ ฉันรักเธอมากมายเหลือเกิน
     

    ตัวอักษรกระพริบ แต่ง space

     

             

    ภาพเหล่านี้รวบรวมมาจากเวบไซด์หลายๆ แห่งนะคะ ขอบคุณทุกแหล่งที่มาไว้ ณ ที่นี้ด้วย
     
    และยังมีอีกเพียบที่นี่ คลิกโลด
     
     
     
     
     

     

     














































































































































































































































































































































































































     
     



     



     

     













     







































     
     
     





























































     



     



     

     

     

    April 24

    เงินถุงแดง มรดกจากรัชกาลที่ ๓ ที่ช่วยรักษา “เอกราช” ของชาติไว้ ในเวลาต่อมา

              
     
    พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ทรงเป็นคนเก่งหลายด้าน จนแทบไม่น่าเชื่อว่าคนคนเดียวจะมีคุณสมบัติได้มากมายถึงขนาดนี้ แต่ก็เป็นความจริง ทรงเป็นทั้งกวี นักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักการทหาร นักการศึกษา ภูมิสถาปนิก อุบาสกผู้ทะนุบำรุงพุทธศาสนา ผู้อุปถัมภ์ศิลปะไทย และเป็นนักธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จดีเลิศ อย่างหลังสุดนี้คือ ทรงค้าสำเภา ส่งของไปค้าขายกับเมืองจีนตั้งแต่ยังทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ในรัชกาลที่ ๒ ถึงขั้นร่ำรวยจนพระราชบิดาทรงเรียกว่า "เจ้าสัว"
              สมเด็จพระนั่งเกล้าฯไม่ได้เสด็จออกไปเมืองจีนเอง แต่ทรงมอบให้ขุนนางไทยเชื้อสายจีนที่ไว้วางพระราชหฤทัย ให้จัดการบริหารงานค้าขายให้แทน ขุนนางผู้นั้นก็ได้ทำงานถวายด้วยความซื่อสัตย์ตลอดชีวิต จนบั้นปลายได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นเป็น " เจ้าพระยานิกรบดินทร์" ต่อมาในรัชกาลที่ ๖ เมื่อมีพระราชบัญญัตินามสกุล ลูกหลานเจ้าพระยานิกรบดินทร์จึงได้รับพระราชทานนามสกุลว่า " กัลยาณมิตร" ด้วยเหตุที่ต้นสกุลได้รับพระกรุณายกย่องเป็น "มิตรที่ดีงาม" ในรัชกาลที่ ๓  ส่วนเงินกำไรที่สมเด็จพระนั่งเกล้าฯได้มาเป็นเงินส่วนพระองค์นี้ มิได้ทรงใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงใดๆ หรือยกให้พระราชโอรสธิดาตามพระทัยชอบทั้งที่มีสิทธิ์ทำได้ แต่ทรงนำมาใส่ถุงแดง แยกเป็นถุง ถุงละ ๑๐ ชั่ง ตีตราปิดปากถุง เก็บไว้ในหีบกำปั่นข้างห้องพระบรรทม ส่วนหนึ่งทรงเก็บไว้เพื่อสร้าง และทะนุบำรุงวัดวาอารามต่างๆ ทั้งในพระนครและภายนอก อีกส่วนหนึ่งก็ทรงยกให้แผ่นดิน มีพระราชดำรัสว่า "เอาไว้ไถ่บ้านไถ่เมือง" หมายถึงว่าถ้าต้องเพลี่ยงพล้ำกับข้าศึกศัตรูแล้ว จะได้นำเงินนี้ออกมาใช้กอบกู้บ้านเมือง
               พระราชดำรัสนี้น่าประหลาดตรงที่เมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายสิบปี จนถึง ร.ศ. ๑๑๒ ก็เกิดเป็นความจริงขึ้นมา เมื่อไทยถูกฝรั่งเศสปรับโทษเป็นเงิน ๓ ล้านบาท จนท้องพระคลังมีไม่พอ ก็ได้ ' เงินถุงแดง ' ส่วนนี้ไปสมทบ ไถ่บ้านเมืองเอาไว้ได้จริงๆ แสดงว่าเงินถุงแดงที่ทรงสะสมไว้ มีจำนวนมากมายทีเดียว
    สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยบ้านเมืองยิ่งกว่าเรื่องส่วนพระองค์จวบจนวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ เมื่อประชวรหนักใกล้เสด็จสวรรคต ก็มิได้ทรงพะวงกับเรื่องอื่นนอกจากความสงบสุขของแผ่นดิน ถึงกับพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ขุนนางข้าราชบริพารที่เข้าเฝ้า ไว้เป็นครั้งสุดท้ายว่า "การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิด ควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว"
                น่าประหลาดอีกเช่นกัน ทรงมีสายพระเนตรกว้างไกลในเรื่องนี้อย่างแม่นยำเช่นเดียวกับเรื่อง ' เงินถุงแดง ' เพราะถ้าเรานึกถึงปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศไทยประสบอยู่ในปัจจุบัน แม้เวลาล่วงเลยหลังจากเสด็จสวรรคตมาแล้วถึง ๑๔๙ ปี พระบรมราโชวาทเรื่องนี้ก็ยังเป็นสิ่งทันสมัย ควรแก่การนำมาทบทวนและเตือนใจคนไทยอีกครั้งหนึ่ง
     
     

     

    ยาที่ช่วยรักษาความกลัว

     การพูดต่อหน้าสาธารณชนทำให้คุณกลัวใช่หรือไม่? คุณวิ่งหนีไปไกลๆเพื่อหนีแมงมุมใช่หรือไม่? นักวิจัยสามารถช่วยให้คุณรับมือกับความกลัวเหล่านี้ได้ โดยหาวิธีง่ายๆที่จะรักษาอาการกลัวเหล่านี้
    การรักษาด้วยฮอร์โมนสามารถช่วยให้เราเอาชนะความกลัวได้ เทคนิคการรักษานี้พัฒนาโดยทีมนักวิจัยชาวสวิส โดยสามารถช่วยผู้ที่ทนทุกข์กับความกลัวในการเผชิญหน้ากับสิ่งที่พวกเขากลัวอยู่ได้ภายในวันเดียว โดยการให้กินยาก่อนที่จะต้องไปเผชิญกับสถานการณ์ที่เครียดหรือกลัว  นักวิจัยหวังว่ามันอาจจะเป็นผลอย่างถาวร โดยช่วยรับมือกับความกลัวด้วยความกล้าหาญจากการรักษา เพื่อที่คนใช้จะกล้าเผชิญหน้ากับความกลัวของแต่ละคน  การรักษานี้ประกอบด้วยการใช้ฮอร์โมนของมนุษย์เราที่ชื่อว่า คอติซอล (Cortisol) ซึ่งร่างกายของเราผลิตขึ้นโดยธรรมชาติในเวลาที่เครียดหรือกลัวเพื่อช่วยในการระงับภาวะการตอบสนองจากความตื่นกลัว จากการศึกษาก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าระดับของคอติซอลที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเรากำจัดความทรงจำและอารมณ์จากความเจ็บปวดได้ ทำให้เราสามารถที่จะรับมือกับสภาวะที่เครียดได้อย่างดียิ่งขึ้น  นักวิจัยซึ่งนำโดย Dominique de Quervain จาก University of Zurich ศึกษาเกี่ยวกับการจำลองการเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมนคอติซอลว่าสามารถช่วยเอาชนะความกลัวและอากาอ่อนแรงจากความกลัวได้
                      การศึกษานี้ทดสอบในคน 40 คน ที่มีอาการกลัวการออกสังคม หรือการพูดต่อหน้าฝูงชน และอีก 20 คน มีอาการกลัวแมงมุม โดยให้ฮอร์โมนคอติซอลในคนครึ่งหนึ่งของแต่ละกลุ่ม แล้วให้คนกลุ่มที่หนึ่งทำการแสดง และกลุ่มที่สองให้ดูรูปของแมงมุมขนาดใหญ่ และต่อมาให้คนทั้งสองกลุ่มทำแบบทดสอบทางคณิตศาสตร์แบบทันที พบว่าผู้เข้าร่วมทดลองคนที่ได้รับคอติซอลมีความกลัวน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาอย่างเห็นได้ชัด (ตามการให้คะแนนความกลัวจาก 0 ถึง 10) ผลการทดสอบนี้ได้รายงานในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences(ref.1)  de Quervain กล่าวว่า ในการทดสอบขั้นต่อไปจะเป็นการทดสอบซ้ำโดยใช้จำนวนคนที่เพิ่มขึ้น และนำไปรักษาร่วมกับการเทคนิคใช้ของการปรับพฤติกรรม  de Quervain กล่าวว่า นักจิตวิทยายังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่นอนของการกลัวอย่างรุนแรง การกลัวอาจเกิดจากการที่มีระดับคอติซอลที่ต่ำตามธรรมชาติ ซึ่งหมายความว่าครั้งแรกที่ได้เผชิญหน้ากับแมงมุมหรือต้องยืนพูดต่อหน้าผู้ฟังเยอะๆ พวกเขาจะมีการพัฒนาความกลัวอย่างแรงที่มันไปรบกวนจิตใจ และถ้าระดับคอติซอลที่ช่วยต่อต้านมีระดับที่ต่ำ มันจะป้องกันการเกิดปฏิกิริยาการไม่ตื่นตกใจเมื่อเจอสิ่งกระตุ้น   ตามปกติแล้วการกลัวอย่างรุนแรงมักรักษาด้วยการใช้การบำบัดพฤติกรรม ซึ่งคนไข้จะต้องค่อยๆ เจอกับความกลัวของแต่ละคน ตัวอย่างเช่นการกลัวแมงมุม อาจจะต้องเริ่มด้วยการมองดูภาพของแมงมุม ก่อนที่จะค่อยๆ มองหรือจับต้องกับของจริง  นักวิจัยแนะนำว่า การใช้คอติซอลอาจช่วยคนเหล่านี้ในการเอาชนะความกลัวเริ่มแรกเมื่อเริ่มการรักษาแล้วจึงเพิ่มสัดส่วนของคนไข้ผู้ซึ่งเข้ามาร่วมในคอร์ส de Quervain กล่าวว่า บางทีคนไข้อาจจะเรียนรู้ได้เร็วว่าสิ่งกระตุ้นนั้นไม่น่ากลัว
    ฮอร์โมนที่มีผลอย่างกว้างขวางต่อทั้งสมองและร่างกาย ปัจจุบันได้มีการนำมาใช้รักษาอาการเรื้อรังอย่างเช่น โรคข้ออักเสบ ผลข้างเคียงของการใช้เป็นประจำทุกวันอาจรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของความดันเลือดและเมทาบอลิซึม และมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และยังกังวลอีกว่าการเพิ่มระดับคอติซอลจะมีผลในระยะยาว
                     ระดับยาคอติซอลที่จะให้กับคนไข้แต่ละคนเพื่อใช้ต่อสู้กับความกลัวนั้นหวังว่าจะเป็นปริมาณที่น้อยและนานๆ ที เป็นการรักษาเป็นครั้งๆ ไปมากกว่าที่จะเป็นการรักษาระยะยาว de Quervain กล่าว จะไม่ใช่เป็นยาที่ต้องกินทุกวันเป็นอันขาด แต่อาจเป็นการรักษาร่วมกับการบำบัดพฤติกรรมด้วย

    ที่มา
    http://www.nature.com/news/2006/060327/full/060327-4.html

    กบฎ ร.ศ. ๑๓๐



    ขอให้เห็นเช่นเราผู้เฒ่าทัก บำรุงรักษาชาติสอาดศรี
    ทั้งเจ้านายฝ่ายพหลและมนตรี จงเป็นที่ศีวิไลซ์จริงอย่างนิ่งนาน
    ให้รีบหาปาลีเมนต์ขึ้นเป็นหลัก จะได้ชักน้อมใจไพร่สมาน
    เริ่มเป็นฟรีปรีดาอย่าช้ากาล รักษาบ้านเมืองเราช่วยเจ้านาย

                   กลอนข้างบนนี้เป็นของนักคิดนักเขียนผู้ล้ำยุคในสมัยปลายรัชกาลที่ ๕ คือเทียนวรรณ หรือ ต.ว.ส.วัณณาโภ เขียนไว้เมื่อพ.ศ. ๒๔๔๙ เรียกร้องให้จัดตั้ง Parliament หรือการปกครองแบบมีสภาผู้แทนราษฎรขึ้นในขณะที่สยามยังเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มีใครคิดว่า ๕ ปีต่อมา ความคิดของเทียนวรรณได้รับการสานต่อเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริงๆ แม้จะล้มเหลวลงตั้งแต่ยังไม่ทันลงมือก็ตาม
                  ในวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๔(ร.ศ. ๑๓๐) นายทหารหนุ่มและพลเรือนกลุ่มหนึ่งถูกทางการจับกุมในข้อหาคบคิดวางแผนการปฎิวัติ ลดอำนาจพระมหากษัตริย์ลงมาใต้กฎหมายแบบเดียวกับอังกฤษและญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีแผนจะเปลี่ยนองค์พระมหากษัตริย์ จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้านายพระองค์อื่นด้วย คนพวกนี้ยังไม่ทันจะลงมือทำ แผนก็รั่วไหลจนถูกจับกุมได้เสียก่อน รวมผู้ก่อการจำนวน ๙๒ คน
                  สิ่งที่น่าตกใจอย่างแรกคือบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่คนอื่นคนไกลพระมหากษัตริย์ ทหารส่วนใหญ่มาจากหน่วยทหารรักษาพระองค์ ส่วนพลเรือนหลายคนเป็นนักกฎหมายหนุ่มระดับปัญญาชนของประเทศ ในจำนวนนี้มีอยู่มาก ที่เป็นลูกศิษย์และมหาดเล็กใกล้ชิดสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ทำให้เป็นที่เดือดร้อนพระราชหฤทัยมาก ทรงรับหน้าที่เป็นประธานอำนวยการพิจารณาโทษพวกนี้อย่างเคร่งครัด ท่ามกลาง "ข่าวลือ" ว่าทรงอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้าอยู่หัว ทั้งที่พวกกบฎเองก็ไม่ยอมรับพระองค์ในตอนนั้นเพราะทรงจับพวกเขาเข้าคุกเข้าตะราง การที่ต้องทรงยืนอยู่บนทางสองแพร่งทำให้ลำบากพระทัย จนถึงกับขอลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงยับยั้งไว้ ทรงให้เหตุผลว่าทรงเชื่อถือในพระราชอนุชา และ
                  "…ถ้าเมื่อใดฉันไม่ไว้วางใจให้เธอกระทำการในน่าที่แล้ว ฉันจะไม่รอให้เธอเตือนเลย ฉันจะบอกเธอเองทันที"
                 ย้อนมาดูว่ากบฎ ร.ศ. ๑๓๐ เกิดขึ้นได้เพราะเหตุใด ก็จะประมวลมาได้ถึงสาเหตุ ๓ อย่างใหญ่ๆคือ
    ๑ อุดมการณ์แบบตะวันตก ที่เผยแพร่มากับตำรับตำราวิชาการและสื่อหนังสือพิมพ์ต่างๆ โดยเฉพาะความคิดที่ว่าประเทศทางตะวันตกที่เจริญแล้วล้วนปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดี(อย่างฝรั่งเศส) หรือไม่ก็มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ(อย่างอังกฤษ) ชาวสยามรุ่นใหม่จึงคิดว่า ถ้าจะทำให้สยามเจริญขึ้นมาได้ ก็ต้องเปลี่ยนการปกครองให้เป็นแบบประเทศตะวันตกเสียก่อน
    ๒ ความไม่พอใจ "ระบบราชการ" ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าระบบเจ้าขุนมูลนาย และความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๕ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๓ คือเกิดภัยธรรมชาติและโรคระบาดติดต่อกันหลายปี ทำให้ราษฎรในหัวเมืองลำบากกันมากถึงขั้นต้องอพยพทิ้งถิ่น ปลูกข้าวไม่ได้ ถึงขั้นบางคนก็อดตาย พอดีกับช่วงนั้น รัฐเก็บภาษีการเกษตรเพิ่มขึ้น ทำให้เดือดร้อนกันมากขึ้นด้วย
    ๓ เรื่องนี้เกือบจะเรียกว่าเป็นสาเหตุส่วนตัวของผู้ก่อการที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ก็ได้ คือความไม่พอใจต่อ ' กองทหารเสือป่า ' ที่ตั้งขึ้นในปีนั้น ทหารจำนวนมากรู้สึกว่าเสือป่าซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือนและข้าราชสำนักเป็นคู่แข่งของฝ่ายทหาร ได้รับความสำคัญและสิทธิพิเศษมากกว่า นอกจากนี้ยังต้องใช้งบประมาณสิ้นเปลืองเพื่อทำกิจกรรมกันมาก ทั้งที่เสือป่าเองก็ไม่ได้มีความสามารถในการรบเท่ากับทหาร 
               หนึ่งในผู้ก่อการ ถึงกับเห็นว่าควรปฏิวัติเพื่อให้… 'ทหารมีเกียรติยศเพิ่มขึ้น ให้เชิดหน้าชูตาขึ้นอีก ' เรื่องนี้ก่อความโทมนัสให้พระเจ้าอยู่หัว เพราะทหารที่ก่อกบฎก็คือทหารผู้ใกล้ชิดพระองค์นั้นเอง ถึงกับมีพระราชปรารภว่า  "…ตัวเราเวลานี้ตกอยู่ในที่ลำบาก ยากที่จะรู้ว่าภัยอันตรายจะมาถึงตัวเวลาใด เพราะเรารู้สึกประหนึ่งว่าเป็นตัวคนเดียว หาพวกพ้องมิได้ ฤาที่เป็นพวกพ้องก็พะเอินเป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งอันหาอำนาจมิได้"  แต่ถึงกระนั้น เมื่อมีคำพิพากษาออกมา ตัดสินโทษประหารชีวิตสำหรับหัวหน้าผู้ก่อการ เมื่อมาถึงขั้นตอนพระราชวินิจฉัย ก็ทรงให้ลดหย่อนผ่อนโทษลงแค่จำคุกตลอดชีวิต คนอื่นก็ได้รับโทษน้อยลง ลดหลั่นกันลงไป แล้วมีการลดโทษลงมาอีกเรื่อยๆจนพ้นโทษกันหมดทุกคนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ หนึ่งปีก่อนจะประชวรและเสด็จสวรรคต  จุดมุ่งหมายเรื่องเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องที่พระเจ้าอยู่หัวทรงรังเกียจ แต่ทรงเห็นว่าประชาชนทั่วไปยังไม่มีความเข้าใจในระบอบนี้เพียงพอ เมื่อเริ่มทดลองสอนประชาธิปไตยด้วยการสร้างดุสิตธานี ก็ทรงส่งแบบจำลองการสร้างไปให้นักโทษที่ถูกคุมขังได้มีส่วนร่วมในการช่วยสร้างด้วย ม.ล.ปิ่น มาลากุลผู้เป็นข้าราชบริพารรุ่นเยาว์ในรัชกาลที่ ๖ได้บันทึกไว้ภายหลังว่า  " ภายหลังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้ว ผู้เขียนได้รับคำบอกเล่าว่า เขาเหล่านั้นซาบซึ้งในพระบรมราโชบายเป็นอย่างยิ่ง และช่วยกันทำด้วยความจงรักภักดี ทั้งเกิดความรู้สึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงสุด เพราะเท่ากับพระราชทานชีวิตให้เกิดใหม่ ได้ทำบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลทุกปี"
     
     

         

    18 ข้อความรักและชีวิต

     1. จง "บอกรัก" กับคนที่คุณรัก ด้วยความพยายามที่เหมาะสมและด้วยความเป็นตัวของคุณเอง
    2. "ความรัก" คือ ความห่วงใย ใจใส่ อาจเป็นความลุ่มหลงนิดนิด
    Need ที่ต้องการการตอบรับและ กลับคืนมาหาคุณไม่แปลกหรอกค่ะถ้าจะคลั่งรักใครกันบ้างที่คิดว่าคุณหาคนคนนั้นของคุณเจอแล้ว
    3.สิ่งน่าเศร้าอย่างหนึ่งของชีวิตคือการค้นพบคนที่มีความหมายกับชีวิตคุณมากแต่ไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อคู่กันกับคุณ แต่! คุณจงยินดีกับตัวคุณเอง ที่ปล่อยเขา ผ่าน พ้น ไป จาก หัวใจ คุณ ได้
    จงยินดีในความกล้าหาญสำหรับการยอมรับความจริงในข้อนี้ที่คุณทำมันได้ แต่! มันก็ไม่ใช่การหลอกตัวเองเองหรอก ถ้าคุณจะยังรักคนที่มีเจ้าของแล้ว หากว่าเขา คนนั้นเป็นคนดีจริงจริงสำหรับ ทุก ทุก คน ไม่ใช่ดีจริงๆแค่กับ"คุณ"เพียง คน เดียว
    4. เมื่อประตูแห่งความสุขบานหนึ่งถูกปิด ขอคุณจงกล้าที่จะเดินจากมันไป เพื่อค้นหาประตูแห่งความสุขบานอื่นๆ ที่ยังเปิดรอคุณอยู่

    5. เพื่อนที่ดีที่สุด คือ คนที่สามารถพูดภาษาใจเดียวกันกับคุณได้แม้ว่าคุณอาจต้องต่อยตีหรือทะเลาะกับเค้าบ้างในบางคราว หรืออาจจะทุกๆ วันของชีวิตคุณ
    6.เป็นความจริงที่เราไม่รู้เลยว่าเรามีอะไรอยู่จนกระทั่งสูญเสียมันไป และก็จริงอีกเช่นกัน ที่เราไม่รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้างจนกระทั่งผลของสิ่งนั้นมาถึงจง "อย่าลืม" ให้อภัยตัวคุณเองสำหรับทุกความผิดพลาดในชีวิตและจงยอมรับผลของมันด้วยหัวใจของคุณ ความผิดพลาดอภัยได้เสมอสำหรับผู้ที่มองเห็นมัน แต่ ไม่ ใช่สำหรับทุก ทุก คน
    7. "อย่า" มอบความรัก (ชีวิต) ทั้งหมดให้กับใครสักคนแม้ว่าเขาจะรักคุณมากก็ตาม จง เหลือ ความ รัก ส่วน หนึ่ง ไว้ กับ ตัว คุณเอง เพื่อ ให้ มัน เติบ โต และ งอก งาม เพิ่ม ขึ้น ทุก วัน ทุก วันในหัวใจ ของ คุณ
    8. "อย่า" บังคับให้ใครพูดในสิ่งที่เขาไม่อยากพูด เช่นคำว่า "รัก"
    หรือ"ปฏิเสธ") และอย่าปิดหัวใจ คุณด้วยการไม่รับรู้คำว่า "รัก" จากคนที่รักคุณสุดหัวใจ
    9. จง "บอกลา" กับความพยายาม(รัก) ที่ ท้อ แท้ และ สิ้นหวัง
    แต่อย่าทำใจให้ "เลิกรัก" คนที่คุณยังคงรัก
    "ความรัก" ดีเสมอสำหรับหัวใจของคนที่เห็นค่าของมันซึ่งไม่ใช่กับทุกทุกคน
    10.ความรักยังคงมาเยือนเสมอสำหรับผู้ที่มีความหวังและมีความศรัทธาในหัวใจ
    11. อย่ามองคนจาก "คำพูด" เพราะนั่นอาจเป็นการแสดงที่หลอกลวง
    แต่จงมองคนที่เปลือกของหัวใจเพราะภาพลักษณ์ภายนอกมันไม่จีรังยั่งยืน
    12. เราอาจประทับใจใครใครได้ในเวลาเพียงชั่ววินาทีแต่การค้นหาใครสักคนที่มีหัวใจตรงกันกับคุณอาจใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต
    และ คุณก็อาจ "ลืม" คนคนนั้นได้ในชั่วเศษเสี้ยวของหัวใจ
    ถ้า คุณ พบ ว่า เขา ไม่ ใช่ คน ของ คุณ
    13.ขอคุณจงเป็นคนที่อ่อนหวานและน่ารักสำหรับทุกบททดสอบของชีวิตขอความกล้าหาญและเข้มแข็งจงมีอยู่สำหรับทุกเส้นทางชีวิต
    ที่คุณได้เลือกแล้วสำหรับความเป็นตัวของคุณเอง
    14. หากการใส่ใจใครๆเป็นสิ่งที่ทำให้คุณต้องเจ็บปวด คุณก็เลิกเสียเถอะสำหรับการทำสิ่งที่ถูกใจสำหรับทุกทุกคน
    จงใส่ใจในตัวของคุณเองตามสิทธิที่คุณมี ตามหน้าที่ที่คุณทำได้ ซึ่งมันไม่จำเป็นว่าต้องดีที่สุดถูกต้องที่สุดสำหรับทุกคน
    15. จุดเริ่มต้นของคำว่า "รัก" อยู่ที่การให้อิสระกับตัวคุณเอง ในการสะท้อนภาพจริงของตัวคุณให้ปรากฎแก่คนที่คุณรัก
    แต่ก็ อย่า ให้ ภาพ ของเขาเปลี่ยนแปลง ความเป็นตัวคุณได้
    16. คนที่มีความสุขที่สุด คือคนที่สามารถทำสิ่งที่เรามีให้ดีที่สุด สำหรับตัวเราเองด้วยใจที่เป็นธรรมไม่ใช่ทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกทุกคน
    17. หากคุณยังคงรู้สึกทุกข์ขอจงเปิดใจของคุณเองก้าวกลับสู่อดีตที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขความรู้สึกที่ติดค้างในใจนั้น
    ขอจงกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความผิดพลาดและความปวดใจ ที่มันได้เคยผ่านเข้ามาในชีวิตคุณ
    18. คุณร้องไห้ยามคุณเกิดดังนั้นจงมีชีวิตอยู่อย่างคนที่หัวเราะและยิ้มได้ กับทุกวันของชีวิตสำหรับการเลือกเกิดไม่ได้
    จงทำมันให้มีความสุข และมีค่าที่สุดสำหรับตัวของคุณเอง มิใช่เพียงเพื่อผู้อื่นเท่านั้น และ มิ ใช่ อยู่ เพียง เพื่อ รอ ให้ วัน นั้น ให้ มัน มา ถึง

    April 15

    คิดถึง....

    วันนี้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึก คิดถึง คิดถึง และคิดถึง อยากไปหา อยากไปอยู่ใกล้ๆ แต่มันก็ทำแบบนั้นไม่ได้ เห้อ!!

    ทีลอซู ความยิ่งใหญ่แห่งสายน้ำ..........

    ทีลอซู เป็นภาษากะเหรี่ยง ความหมายคือ น้ำตกอันยิ่งใหญ่ ซึ่งน้ำตกแห่งนี้ ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ มีความสูง200-300 เมตร สวยงามติดอันดับโลกทีเดียว เป็นจุดหมายปลายทางอันยิ่งใหญ่ของนักท่องเที่ยว ทั้งไทยและเทศทุกๆคน ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จะแน่น ขนัดไปด้วยผู้คน น้ำตกทีลอซูอยู่ใน เขตความดูแล ของ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อ.แม่สอด ระยะทางห่างจากกรุงเทพ 668 ก.ม. ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข1 เส้นทางสายเอเชีย จนถึง อ.เมือง จ.ตาก แล้วแยกเข้าสู่ อ.แม่สอด ตามเส้น
    ทางหมายเลข 105 ซึ่งเป็นทางขึ้นลงเขาสลับกันไปเป็นระยะทาง 80ก.ม. และเมื่อถึง อ.แม่สอด นักท่องเที่ยว นิยมไปที่ ตลาดริมเมย อันเป็นชายแดนระหว่างไทย และสหภาพเมียนม่าร์ มีสินค้าหลากหลาย ราคาถูกจำนวนมาก จากนั้นมุ่งสู่เส้นทางหมายเลข1090 เป็นเส้นทางคดเคี้ยวกว่า 1,219 โค้ง ไปตามถนนลอยฟ้า เป็นเทือกเขาสูงชัน ใช้เวลาประมาณ 4 ชม. จะถึงอุ้มผาง ซึ่งการจะไปยังน้ำตกทีลอซู

     ระหว่างทางก็แวะเที่ยวน้ำตกพาเจริญ เป็นน้ำตกเล็กๆ ที่มีการเล่นระดับของชั้นหินตามธรรมชาติได้สวยงาม การมาล่องเรือยางทำให้เห็นวิวสองข้างทาง ได้เห็นน้ำตกสายเล็กสายน้อย รวมทั้งน้ำตกทีลอจ่อ ที่สวยงาม มีรุ้งกินน้ำตัดกับ

    สายน้ำตก เป็นความประทับใจที่ไม่รู้ลืมจริง นอกจากนี้ยังผ่านผาเลือด ผาผึ้ง ล่องแพมาซักพักก็มาสิ้นสุด ณ เขตรักษ์พันธ์สัตว์ป่าผาเลือด ถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง เดินเท้าจากอุทยานไปน้ำตกทีลอซูอีกประมาณ 2 กิโล  ทางเดินไม่ลำบากอย่างที่คิด มีป้ายบอกว่าต้นไม้นี่ชื่ออะไร มีระบบนิเวศอย่างไร เดินไปชมธรรมชาติสองข้างทางไป

     ครั้งหนึ่งได้ชีวิตอยากให้ทุกคนได้มาสัมผัส "ทีลอซู"

    ..

    April 14

    Utopia : ยูโทเปีย


     
     
     
    ยูโทเปีย (Utopia) เป็นความคิดฝันถึงสังคมอุดมคติ ซึ่งไม่ได้มีพื้นฐานจากการพัฒนาของสภาพสังคมในปัจจุบัน เรียกว่าเป็นเสมือนความคิดของโลกในอุดมคติที่อยากให้เป็น เช่น อยากเห็นเศรษฐีทุกคนบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ยากไร้โดยไม่หวังผลตอบแทน หรือทุกคนในสังคมจบการศึกษาอย่างต่ำปริญญาตรี มีความคิดไปในแนวทางเดียวกัน
    และใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ขณะที่ความเป็นจริงไม่สามารถทำได้ด้วยปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ไม่รองรับ...ดังกล่าวนั้น เรียกว่า ยูโทเปีย
                พจนานุกรมเว็บสเตอร์ให้คำจำกัดความ ยูโทเปีย ดังนี้

    1.หมายถึงสถานที่แห่งความสมบูรณ์ในเชิงอุดมคติ และ

    2.แบบแผนในจินตนาการสำหรับสังคมที่สมบูรณ์แบบสังคมหนึ่ง


               เซอร์โทมัส มอร์ นักปรัชญามนุษยนิยมชาวอังกฤษ (เกิด ค.ศ.1477 เขียนหนังสือยูโทเปีย ค.ศ.1516) สร้างศัพท์ ยูโทเปีย-Utopia ขึ้นจากคำในภาษากรีก eu-topia ซึ่งหมายถึง Good Place(สถานที่ที่ดี) และเสียงของคำนี้ยังพ้องกับคำ ou-topia ซึ่งหมายความว่า No place(ไม่มีที่ใด) ครั้งนั้น มอร์นำเสนอเกาะในอุดมคติตามแนวคิดยูโทเปีย ทั้งเพื่อวิพากษ์วิจารณ์สังคมอังกฤษร่วมสมัย และเพื่อเสนอรูปแบบทางเลือกสู่สังคมสมบูรณ์แบบ เกาะยูโทเปียของมอร์ จึ่งเป็นทั้ง สถานที่ที่ดีและ สถานที่ซึ่งไม่มีอยู่ ในเวลาเดียวกัน ด้วยมันเป็นเพียงในจินตนาการของเขาเท่านั้น
               หนังสือ Utopia ของโทมัส มอร์ ได้รับยกย่องเป็นวรรณกรรมการเมืองอมตะเล่มหนึ่ง เนื้อหานำเสนอสังคมอุดมคติที่ดีงามว่าควรมีสภาพเป็นอย่างไร ให้ความสำคัญกับมนุษย์ทุกคน มากกว่าระบบที่เป็นอยู่ เช่น มนุษย์เท่าเทียมกัน ทุกคนอยู่ดีมีสุข ไม่อดอยากยากจน ไม่มีอาชญากรรม ไม่เห็นแก่ตัว มีความรักซึ่งกันและกัน เป็นต้น และนำเสนอเกี่ยวกับการจัดระเบียบสังคม ให้ส่วนรวมเป็นใหญ่กว่าปัจเจกชน ในลักษณะสังคมนิยม (แต่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์เต็มรูปแบบเช่นแนวคิดของ คาร์ล มาร์กซ์) ..

    April 12

    จากศรัทธาถึงอำนาจ ระพี สาคริก

     
     
     
    ก่อนอื่นเรื่อง จากศรัทธาถึงอำนาจ ผู้เขียนใคร่ขออนุญาตเขียนจากความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ชีวิต โดยที่เชื่อว่า สิ่งนี้คือความจริงทั้งหมด หาใช่อ่านจากหนังสือตำราหรือจำขี้ปากคนอื่นมาพูด โดยที่รู้สึกว่าสถานการณ์ในสังคมไทยช่วงนี้กำลังวิกฤติหนัก  เนื่องจากกระแสความทันสมัยทางวัตถุไหลบ่าเข้ามาทำลายรากฐานจิตใจคนท้องถิ่น ทำให้ทั้งสองด้านแทนที่จะอยู่ด้วยกันอย่างเหมาะสมเปลี่ยนมาสู่น้ำหนักที่มีด้านเดียวอย่างที่กล่าวกันว่า ช่วงนี้ผู้ที่ขึ้นไปมีหน้าที่รับผิดชอบยิ่งสูง ส่วนใหญ่ยิ่งบ้าอำนาจ หากมองในภาพรวมทำให้คนไทยซึ่งมีเชื้อสายเดียวกันมาช้านานจำต้องหวนกลับมาทำร้ายกันเอง   ผู้เขียนเคยกล่าวไว้ในข้อเขียนต่าง ๆ โดยย้ำแล้วย้ำอีกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างควรมองเห็นสองด้าน อีกทั้งสามารถหยั่งรู้ได้ว่า ด้านไหนคือพื้นฐานของอีกด้านหนึ่ง หากการบริหารและการจัดการ ซึ่งทุกวันนี้คนชอบเอามาอ้างแบบสมัยนิยม มีสิ่งนี้อยู่ในหัวใจของผู้บริหารส่วนใหญ่ สังคมจะมีความสงบสุขมากกว่านี้ อีกทั้งเชื่อว่าหากนำปฏิบัติให้มองเห็นความจริงเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนย่อมแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสังคมได้ทั้งหมด และไม่ควรจะส่งผลเสียหายให้กับชีวิตคนกลุ่มไหนทั้งนั้น
            จากศรัทธาถึงอำนาจ จริง ๆ แล้ว ทั้งสองประเด็นหาใช่เป็นคนละเรื่องกันไม่ หากมองให้รู้ได้ถึงรากฐานย่อมตระหนักชัดว่ามีศูนย์รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และสิ่งนั้นก็คือ จิตใจของแต่ละคน ถ้าเรานำปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่าง โดยเฉพาะกับเพื่อนมนุษย์จากใจจริง ตัวเราเองย่อมได้ความรู้ที่เป็นความจริง อีกทั้งผลที่สนองตอบก็คือความสุขที่เราควรได้รับอย่างยั่งยืนอีกด้วย สังคมที่มีผู้บริหารส่วนใหญ่นำปฏิบัติได้ ย่อมมีความสุขมากกว่านี้ แม้คนกลุ่มใดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ตลอดจนชุมชนใดก็ตามหากมีผู้ปฏิบัติได้ ย่อมเป็นเกราะคุ้มกันภาวะล่มสลายให้เชื่อมั่นได้
            จากประสบการณ์เท่าที่ผู้เขียนสนใจเรียนรู้มาตลอดชีวิตจนถึงช่วงนี้ ทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่า รากฐานจิตใจคนท้องถิ่นถูกอิทธิพลจากความทันสมัยของรูปวัตถุที่มอมเมาด้วยความสะดวกสบาย หรืออีกนัยหนึ่ง จากรสชาติซึ่งทำให้เสพติด จนกระทั่งเปลี่ยนนิสัยคนให้เป็นคนเห็นแก่ตัว ขาดความเมตตากรุณาและเห็นใจผู้อื่น เปลี่ยนมาเป็นการบ้าอำนาจ
            ดังจะพิสูจน์ความจริงให้เห็นได้ชัดเจนว่า ยุคปัจจุบันผู้ที่เข้าไปสู่หน้าที่บริหารและจัดการ หากตนเองและพรรคพวกจะได้ประโยชน์ในสิ่งที่มุ่งหวังฝังอยู่ในใจ มักแสดงออกสองด้านด้วยกัน ด้านหนึ่งอ้างกฎหมายมาใช้บังคับ กับอีกด้านคิดออกกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหา ประกอบกับคนทั่วไปส่วนใหญ่มักสะท้อนแนวโน้มที่อยากขึ้นไปมีอำนาจควบคุมบังคับผู้อื่น แม้จะคิดว่าตนหวังดีต่อสังคม  แต่แล้วสิ่งที่สะท้อนออกมาก็สารภาพความจริงว่าเกิด ความขัดแย้ง จนกระทั่งยุติได้ยากยิ่งขึ้นหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า การทะเลาะเบาะแว้งกันมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้คือภาพที่ไม่จำเป็นต้องนำเหตุผลอื่นใดมาอ้างเพื่อแก้ตัวเพราะเนื้อหาสาระและสิ่งที่พบเห็นมันเป็นความจริงอยู่ในตัวแล้วทั้งหมด เมื่อสภาพสังคมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงมาเน้นอำนาจด้านเดียวเด่นชัดยิ่งขึ้น ย่อมทำให้ทุกวันนี้จิตใจผู้ที่มีความเที่ยงธรรมสามารถรู้สึกได้ยากยิ่งขึ้นว่า ยังมีกระแสศรัทธาสะท้อนออกมาให้เชื่อมั่นได้ บางครั้งเมื่อกล่าวถึงคำว่า ศรัทธา คนส่วนใหญ่ยิ่งไปปฏิบัติหน้าที่อยู่ในระดับสูงขึ้น มักมีคำถามสะท้อนออกมาเสมือนไม่รู้ความจริงหรือเข้าใจถึงประเด็นนี้ ผู้เขียนเคยเขียนบทความเรื่องหนึ่งไว้นานแล้วโดยให้ชื่อว่า “การมีอำนาจโดยไม่ต้องใช้อำนาจ คือการใช้อำนาจที่ถูกด้านแล้ว” ซึ่งเรื่องนั้นเคยนำลงพิมพ์ในสื่อมาแล้ว  หลายคนอาจไม่เข้าใจว่า เหตุใดผู้เขียนถึงได้นำมากล่าวย้ำว่า ตนสนใจเขียนเรื่องนั้นเรื่องนี้ อาจทำให้รู้สึกว่า การเขียนนั้นได้อะไร? คงต้องมองสองด้านอีกเช่นกันว่า ผู้เขียนจะได้อะไร ซึ่งแน่นอนที่สุดด้านนี้น่าจะหมายถึง คุณค่าแก่จิตใจตนเอง ส่วนอีกด้านหนึ่งได้แก่ผู้อ่าน หากมองผิดด้านเพราะไม่รู้จักตนเองคงคิดว่าผู้เขียนต้องการอวดตัวเองหรือต้องการความโด่งดัง หรือไม่ก็ต้องการหาเงินมาซื้อวัตถุที่ให้ความสบายแก่ตน  หากผู้เขียนรักที่จะเขียนโดยที่เขียนอย่างมีความสุข ย่อมทำให้เกิดความมั่นคงยั่งยืนที่จะเขียนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ซึ่งสิ่งนี้ควรจะได้แก่ การซื่อสัตย์ต่อตนเองในการปฏิบัติและการค้นหาความจริงจากใจออกมาเขียน หรือที่กล่าวต่อไปอีกว่า ยิ่งให้ยิ่งได้รับเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด หากใครมีรากฐานจิตใจอิสระ สามารถมองเห็นได้รอบด้าน ควรจะรู้ได้ว่าตนเองควรนำจิตใจและวิถีชีวิตมุ่งไปสู่ด้านไหน
             คำว่า ศรัทธา หากสนใจที่จะค้นหาความจริงเพื่อการเรียนรู้อีกทั้งนำไปสู่ความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ควรเป็นความรู้สึกอันเป็นธรรมชาติซึ่งเกิดจากใจอันบริสุทธิ์ของตนเอง ย่อมสร้างความรู้สึกที่เกิดจากใจของเพื่อนมนุษย์ได้ทุกชาติทุกภาษาและทุกศาสนาร่วมด้วย  หากสิ่งนี้มีอยู่ในรากฐานจิตใจบุคคลใด ย่อมประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตอย่างเป็นขั้นตอน โดยที่แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง อีกทั้งไม่มีการพูดไว้เป็นการล่วงหน้าว่า ตนจะต้องทำให้เรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นผลสำเร็จเมื่อนั้นเมื่อนี้ เพราะนั่นคือความจริงที่อ่านได้ว่า จิตใจของผู้แสดงออกมีความโลภ โกรธ หลง ยึดติดอยู่ในจิตใจไม่ว่าจะหนาหรือบางแค่ไหน  ศรัทธาที่บริสุทธิ์ ไม่ควรมีสิ่งปนเปื้อนเข้าไปแอบแฝงอยู่ในรากฐานจิตใจตนเอง แม้การคิดหรือกล่าวออกมาว่า ฉันจะต้องสร้างศรัทธา หรือไม่ก็แสดงออกให้อ่านถึงความจริงได้ว่ามีการยัดเยียดให้คนอื่นสร้างศรัทธา ย่อมบอกได้ว่าในที่สุดจะต้องประสบกับความล้มเหลวไม่ว่าเร็วหรือช้า  การโฆษณาหรือแสดงออกด้วยวิธีการอย่างใดก็ตาม โดยมีจิตใจไม่บริสุทธิ์หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า มีสิ่งปนเปื้อนเข้าไปอยู่ในใจตนเองแม้แต่น้อยนิด ย่อมทำลายศรัทธาของตนซึ่งควรมีอยู่ในใจและสานถึงจิตใจเพื่อนมนุษย์อย่างเป็นธรรมชาติ ความจริงจึงได้ชี้ไว้ว่า ความหมายของศรัทธา ย่อมหยั่งรู้ได้เฉพาะตัว อีกทั้งไม่ยึดติดอยู่กับรสชาติจากผลซึ่งตนปฏิบัติ หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวว่า เมื่อมีศรัทธาจากด้านหนึ่ง ควรมีการปล่อยวางอยู่ในใจตนเองร่วมด้วย หมายความว่า เมื่อได้รับสิ่งหนึ่งที่อาจส่งผลให้เกิดรสชาติย่อมมีเกราะคุ้มกันอยู่ในอีกด้านหนึ่งด้วย จึงจะช่วยให้วิถีชีวิตดำเนินไปอย่างอยู่รอดปลอดภัย
               ผู้เขียนกล่าวถึงเรื่องนี้มายาวนานพอสมควรแล้ว จึงใคร่ขออนุญาตยกตัวอย่างซึ่งตนประสบมากับชีวิตตนเอง ก่อนที่จะได้มีงานประชุมกล้วยไม้โลกมาจัดในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.2521 ซึ่งนับได้ว่าเป็นการประชุมระดับโลกครั้งแรกที่จัดขึ้นภายในประเทศนี้   ความจริงผู้เขียนไม่เคยคิดหวังในใจแม้แต่น้อยว่าจะทำงานเพื่อให้ได้สิ่งนี้มา แม้แต่ได้ทราบข่าวการประชุมกล้วยไม้โลกครั้งที่ 2 นครโฮโนลูลู หมู่เกาะฮาวายในปี พ.ศ.2500 ขณะนั้นตนยังเพิ่งเริ่มชีวิตการค้นคว้าวิจัยเรื่องกล้วยไม้อยู่ในสวนหลังบ้านขนาดเล็ก ๆ หลังจากได้รับทราบข่าวแล้วยังนึกว่า มันเป็นเรื่องใหญ่มากและสูงเกินไปสำหรับคนตัวเล็ก ๆ อย่างเราจะเอื้อมไปถึงได้  ตนจึงยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อสนองคุณแผ่นดินอย่างมีความสุขต่อมา โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่สะท้อนออกมาปรากฏแก่สังคมมีการพูดกันปากต่อปาก จนกระทั่งเงื่อนปมเล็ก ๆ ดังกล่าวมีกระแสที่กระจายออกไปถึงหูคนที่นั่นอย่างเป็นธรรมชาติ
             อนึ่ง ในช่วงนั้นการบริหารและจัดการที่เป็นทางการของไทยยังคงเห็นว่ากล้วยไม้เป็นเรื่องไร้สาระ โดยที่เข้าใจว่าหากใครนำมาปลูกน่าจะมีผลทำลายเศรษฐกิจของสังคม
             แต่ผู้เขียนต่อสู้กับใจตนเองมาตลอดโดยไม่รู้สึกน้อยอกน้อยใจ หรือนำจิตใจไปเกาะเกี่ยวกับสิ่งอื่น หากทำด้วยความมุ่งมั่นอย่างมีความสุข นอกจากนั้น ถ้ามีผู้ใดสนใจเข้ามาหาก็จะให้ทุกสิ่งทุกอย่างจากใจตนเอง แม้แต่ในด้านเทคโนโลยี ความรัก ความสนใจทำให้ดิ้นรนขวนขวาย แม้ไม่มีทุนรอนแต่ก็เก็บสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งสังคมเห็นว่าไร้ประโยชน์มาดัดแปลงจับโน่นต่อนี่ โดยไม่รู้สึกดูถูกสิ่งที่ตกหล่นอยู่บนพื้นดินแม้แต่ในกองขยะ จนกระทั่งใช้เป็นพื้นฐานของเทคโนโลยี ซึ่งนำมาร่วมพัฒนาโครงการกล้วยไม้ จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปกว้างขวางมากขึ้น
             ในปี พ.ศ.2506 นับเป็นปีแรกที่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาวายได้แสดงน้ำใจนำผู้เขียนขึ้นเวทีการประชุมกล้วยไม้โลกเป็นครั้งแรก อีกทั้งยังเข้าไปเป็นสมาชิกในคณะกรรมาธิการสายวิชาการ โดยไม่ได้คิดฝันอะไรมาก่อน
              จากนั้นมา การประชุมกล้วยไม้โลกซึ่งจัดขึ้นทุก 3 ปีโดยที่หมุนวนไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ซึ่งมีความพร้อมสืบต่อกันมา ผู้เขียนก็ได้เชิญมาเป็นวิทยากรและร่วมประชุมกรรมการในสายวิชาการมาตลอด นอกจากนั้นยังมีนิสัยที่ไม่นิ่งดูดาย หากมีกิจกรรมอะไรก็ตามที่พอจะช่วยได้ ก็แสดงน้ำใจเข้าไปช่วยทุกเรื่อง   อยู่มาวันหนึ่งในปี พ.ศ.2510 ขณะที่ตนได้รับเชิญไปบรรยายในที่ประชุมต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกาติดต่อกันร่วม 35 มลรัฐ แทบจะตลอด 2 ฝั่งของประเทศ ค่ำวันหนึ่งขณะที่อยู่ในมลรัฐ ฟรอริด้า ประธานกรรมการกล้วยไม้โลกซึ่งเป็นสุภาพสตรีได้ขับรถมารับเพื่อไปบรรยายที่สมาคมแห่งรัฐฯ  ระหว่างทาง เธอได้เอ่ยถามขึ้นว่า “ระพี ฉันเห็นเธอช่วยทำงานทุกสิ่งทุกอย่างมาตลอดเวลา เธอไม่คิดจะนำงานประชุมกล้วยไม้โลกไปจัดที่เมืองไทยบ้าง?”  ผู้เขียนจึงย้อนถามเธอกลับไปว่า ท่านคิดว่าการที่ฉันมาทำงานให้ เพราะต้องการงานี้ไปจัดในประเทศไทยแค่นั้นหรือ? ผู้เขียนคิดว่าเธอคงเข้าใจความหมายที่ฉันตอบปฏิเสธถูกจุด แต่นั่นหาได้หมายความว่าเธอจะมีความรู้สึกเป็นอย่างอื่น นอกจากความศรัทธาที่เกิดขึ้นในใจ  เนื่องจากเขาหยั่งรู้ได้ว่า ฉันพูดออกมาจากใจ โดยที่รู้ความจริงว่าบุคคลใดทุ่มเทให้กับงานด้วยความจริงใจ ย่อมมีความรักความอดทนและมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้งานเป็นผลสำเร็จได้ ทั้ง ๆ ที่ปีนั้นมีประเทศใหญ่ ๆ ในยุโรปส่งหนังสือเชิญเป็นทางการร่วมด้วยถึง 3 ประเทศและประเทศในเขตร้อนของทวีปอเมริกาอีก 1 ประเทศ แต่ปรากฏว่า ทุกประเทศถอนการเชิญเพื่อเปิดทางให้ประเทศไทย
             จากเรื่องราวที่เล่ามาแล้วทั้งหมดช่วยให้ประเทศไทยได้รับงานดังกล่าวมาอย่างภาคภูมิและสมศักดิ์ศรี ยิ่งกว่านั้นยังมีเรื่องราวต่อมาอีกว่า งานครั้งนั้นไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐบาลแม้แต่บาทเดียว หากได้น้ำใจจากธนาคารใหญ่ ๆ หลายแห่งร่วมทั้งหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน ทั้ง ๆ ที่มีประเทศซึ่งเข้าร่วมประชุมกว่า 55 ประเทศและมีผู้มาร่วมประชุมในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 3,000 คน อีกทั้งบางรายได้เข้าอยู่เมืองไทยก่อนและหลังการประชุมประมาณ 1 เดือน นอกจากนั้น กล่าวอย่างเชื่อมั่นได้ว่า คนที่สนใจกล้วยไม้จากทั่วโลกมีแทบทุกอาชีพที่เข้ามาใช้โอกาสติดต่อธุรกิจส่วนตัวในเรื่องสายตรงของเขาด้วย ร่วมทั้งผู้จัดการใหญ่ของบริษัท เชลล์ จากกรุงลอนดอน นอกจากนั้น หลังเสร็จงานแล้วยังมีเงินเหลือมอบให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไว้ใช้จ่ายเป็นทุนในงานวัยและส่งเสริมเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาวงการกล้วยไม้อีกก้อนหนึ่ง และแบ่งปันอีกส่วนหนึ่งไปบำรุงกองทุนกล้วยไม้ของโลกอีกส่วนหนึ่งด้วย ทั้ง ๆ ที่ช่วงเตรียมงานเราก็ไม่ได้ขอสนับสนุนจากกองทุนกล้วยไม้โลก
             ความจริงยังมีเรื่องที่อาจหยิบยกมาเป็นตัวอย่างเพื่อการศึกษาอีกมากมายหลายอย่าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ถ้ามีศรัทธาเป็นพื้นฐานการทำงานย่อมสามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจซึ่งเป็นปลายเหตุสุด ๆ โดยที่ทุกคนในชาติย่อมมีส่วนร่วมในการรับผลอย่างทั่วถึง  สิ่งที่กล่าวมาแล้วไม่เฉพาะระดับชาติเท่านั้น แม้คนที่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ทุกรูปแบบ นับตั้งแต่ระดับครอบครัวขึ้นมาจนกระทั่งถึงหน่วยงานย่อยและหน่วยงานใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้เรามักนิยมใช้คำว่า ชุมชนเข้มแข็ง หากผู้นำซึ่งควรจะมีจิตวิญญาณอยู่ในทุกคน สานเหตุผลไปถึงผู้นำชุมชนขาดสิ่งที่กล่าวมาแล้วอยู่ในจิตวิญญาณ กลุ่มคนกลุ่มนั้นย่อมขาดความยั่งยืน หากใครนำคำนี้มากล่าวอ้างย่อมรู้เท่าทันได้ว่า เป็นการอ้างเพื่อหวังประโยชน์อย่างอื่นมากกว่า

            สรุปแล้ว คงต้องกล่าวให้ลึกลงไปถึงจุดที่เป็นรากเหง้าว่า หากบุคคลใดขาดความศรัทธาที่ควรมีต่อความจริงซึ่งอยู่ในใจตนเอง ย่อมหวังได้ยากว่าจะเกิดความรู้ความเข้าใจ และให้ความซาบซึ้งต่อความรู้สึกศรัทธาอันควรได้รับจากใจเพื่อนมนุษย์และสรรพชีวิตทั้งหลายที่อยู่ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ซึ่งตนมีโอกาสสัมผัสในการดำเนินชีวิตประจำวัน

     นี่คือ “เรื่องเล่า” ที่ทรงพลัง
           

    พันธุกรรมของแม่อาจมีส่วนทำให้ลูกชายเป็นเกย์ได้

             จากการศึกษาพบว่า การจัดเรียงตัวของยีนของแม่อาจมีผลต่อการเบี่ยงเบนทางเพศของลูกชายได้ การค้นพบนี้ได้รายงานรายละเอียดในวารสาร Human Genetics ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่ามีการโต้เถียงกันมาเป็นระยะเวลานานเกี่ยวกับเรื่องนี้ เชื่อว่ายีนที่ทำให้เป็นเกย์ หรือ "gay genes" นั้นมีอยู่จริง
             นักวิจัยได้ตรวจสอบปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "X chromosome inactivation" (การยับยั้งการทำงานของโครโมโซม X) ในแม่ 97 คน ที่มีลูกชายเป็นเกย์ และแม่ 103 คนที่ลูกชายไม่ได้เป็นเกย์  โครโมโซมเป็นเหมือนโมเลกุลที่ประกอบไปด้วยข้อมูลพันธุกรรม มนุษย์ประกอบไปด้วยโครโมโซม 23 คู่ ประกอบด้วย X และ Y โครโมโซม ผู้หญิงมี 2 โครโมโซม X และไม่มีโครโมโซม Y ส่วนผู้ชายมีโครโมโซม X และ Y อย่างละหนึ่งอัน
              แม้ว่าผู้หญิงมี 2 โครโมโซม X ก็มีเพียงอันเดียวที่ทำงานได้เพราะโครโมโซม X อีกอันได้ถูกยับยั้งการทำงานด้วยกระบวนการที่เรียกว่า "methylation" Sven Bocklandt ผู้นำการศึกษาเรื่องนี้ จาก University of California, ลอสเองเจอลิส อธิบายว่า มันเหมือนกับโครโมโซมถูกห่อในลูกบอล และไม่ได้ใช้ ยกเว้นเพียงบางยีนเท่านั้น ถ้าหนึ่งในโครโมโซม X ของผู้หญิงไม่ได้ถูกระงับการใช้ไป มันจะมีวัตถุทางพันธุกรรมมากเกินไป ซึ่งทำให้เกิดอันตรายจากที่มีโปรตีนมากเกินไป โรคดาวน์ซินโดรมเป็นตัวอย่าง ซึ่งเป็นผลมาจากการมีโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา
             ตามปกติแล้ว การที่โครโมโซม X จะถูกยับยั้งการทำงานโดยสุ่ม ครึ่งหนึ่งของเซลล์ในร่างกายของผู้หญิงจะมีโครโมโซม X 1 อันที่ถูกยับยั้งการทำงาน ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งของเซลล์ โครโมโซมอีกอันหนึ่งจะถูกยับยั้งการทำงาน
             อย่างไรก็ตาม เมื่อนักวิจัยได้ทดสอบเซลล์จากแม่ 42 คนที่มีลูกชายอย่างน้อย 2 คนเป็นเกย์ พวกเขาพบว่าประมาณหนึ่งในสี่ของผู้หญิงในกลุ่มนี้มีอะไรบางอย่างที่แตกต่างไป Bocklandt กล่าวว่า ทุกๆ เซลล์ที่ถูกตรวจสอบในผู้หญิงเหล่านี้มีการยับยั้งการทำงานของโครโมโซม X ตัวเดียวกัน ซึ่งเป็นอะไรที่ผิดปกติมาก  ในทางตรงกันข้าม มีเพียง 4% ของแม่ที่ไม่มีลูกชายเป็นเกย์ และ 13% ของแม่ที่มีลูกชายเป็นเกย์เพียงคนเดียว ที่มีความผิดปกติที่พบนี้
             Bocklandt คิดว่า ในเรื่องนี้บอกเราว่า โครโมโซม X ของแม่มีอิทธิพลบางส่วนต่อการที่พวกเธอจะมีลูกชายเป็นเกย์หรือไม่ Bocklandt กล่าวว่า เราคิดว่ามีหนึ่งยีนหรือมากกว่าบนโครโมโซม X ที่มีผลต่อการเบี่ยงเบนทางเพศของลูกชายของแม่เหล่านี้ พอๆ กับผลของมันบนเซลล์ที่เรากำลังตรวจสอบอยู่   Bocklandt ยังได้รวบรวมการศึกษาก่อนหน้านี้ โดยสนใจที่จีโนมมนุษย์ทั้งหมดของผู้ชายที่มีพี่น้องเป็นเกย์ สองคนหรือมากกว่า นักวิจัยพบวี่ความเหมือนของ DNA บนโครโมโซมสามคู่ คือ 7, 8 และ 10 ซึ่งถูกแบ่งไปประมาณ 60% ของพี่น้องที่เป็นเกย์ในการศึกษานี้     จากการศึกษายังพบว่า แม่มีบทบาทยิ่งใหญ่ในการเบี่ยงเบนทางเพศของลูกชาย ส่วนของโครโมโซมคู่ที่ 10 มีความสัมพันธ์กับการเป็นโฮโมเซ็กชวล เพียงเฉพาะที่มันถ่ายทอดจากมารดาเท่านั้น
             ผลการศึกษาจากทั้งสองงานพบว่ามีปัจจัยทางพันธุกรรมหลายอย่างที่มีส่วนในการกำหนดการเบี่ยงเบนทางเพศเฉพาะบุคคล และมันอาจจะแปรผันตามแต่ละบุคคล Bocklandt กล่าวว่า เราคิดว่าเกย์บางคนเป็นเกย์โครโมโซม X และบางคนเป็นเกย์จากโครโมโซมคู่ที่ 7 หรือคู่ที่ 10 หรืออาจทั้งสอง
            ขณะนี้นักวิจัยส่วนมากคิดว่าไม่มียีนใดที่ควบคุมว่าคนนั้นจะเป็นโฮโมเซ็กชวลหรือไม่ มันอาจเป็นอิทธิพลของยีนหลายๆ ยีน ร่วมกับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งในที่สุดก็จะเป็นตัวกำหนดให้คนเป็นเกย์
             การทำวิจัยถึงเรื่องพันธุกรรมของการเบี่ยงเบนทางเพศนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน ผู้นำทางศาสนาเชื่อว่าการเบี่ยงเบนทางเพศเป็นเรื่องหนึ่งที่จะถกเถียงกันว่างานวิจัยนี้พยายามที่จะทำให้พวกโฮโมเซกชวลเป็นอะไรที่ถูกต้องทางกฎหมาย ซึ่งคนอื่นยังกังวลว่ารายละเอียดทางความรู้ทางด้านพันธุกรรมในเรื่องโฮโมเซ็กชวลนี้จะเปิดประตูสู่วิศวะพันธุกรรมเพื่อใช้ในการป้องกันการเกิดเกย์ขึ้น
             แต่ Bocklandt ไม่คิดว่าความเกี่ยวข้องนี้จะช่วยปกป้องนักวิทยาศาสตร์จากคำถามพื้นฐานในเรื่องของโฮโมเซ็กชวลได้ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องพันธุกรรมหรือไม่ Bocklandt กล่าวว่าเขาไม่มีข้อสงสัยว่าในบางจุดเราสามารถที่จะจัดการทุกอย่างของบุคลิกและลักษณะทางกายภาพ เขาคิดว่าไม่ว่าเวลาไหนถ้าเราสามารถเปลี่ยนแปลงความเบี่ยงเบนทางเพศได้ เราก็จะสามารถทำมันในเรื่องของความฉลาดหรือความสามารถทางดนตรีหรือแม้กระทั่งลักษณะการแสดงออกทางกายภาพ แค่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเรื่องเหล่านี้ไม่อนุญาตให้เกิดขึ้น มันเป็นอะไรที่สังคมจะต้องตัดสิน มันไม่ใช่ปัญหาทางวิทยาศาสตร์

    ที่มา http://www.livescience.com/humanbiology/060224_gay_genes.html
    April 10

    Messenger Plus! 3.62.146

    คุณสมบัติ

    - ระบบบันทึกขั้นสูง
    ก่อนที่ MSN Messenger จะเริ่มมีระบบบันทึก, Messenger Plus! ได้มีมาก่อนอยู่แล้ว

    บันทึกของ Plus! นั้นต่างจากบันทึกของ MSN Messenger, ด้วยการเก็บรักษา,

    เข้ารหัสด้วยรหัสผ่าน, และอย่าลืมความจริงที่ว่าคุณจะสามารถบันทึกทุกอย่างที่เกิดขึ้น!

    - ความสามารถในการสนทนาอื่นๆ
    Messenger Plus! สามารถทำให้คุณเลือกสีต่างๆ ที่คุณต้องการสำหรับแบบอักษรและพื้นหลัง,

    และเพิ่มรูปแบบอักษรพิเศษ, เช่นตัวหนา, ตัวเอียง, ตัวขีดเส้นใต้ และตัวขีดฆ่า

    มันยังอนุญาตให้คุณควบคุมลักษณะต่างๆ เกือบทั้งหมดของ Messenger

    ด้วยข้อความลัดที่เรียกว่า คำสั่ง, คล้ายกับการสนทนาแบบ IRC

     

    ดาวน์โหลด MSN Plus! ตรงนี้ (ขนาด 4.53Mb)
    สำหรับวินโดว์ 98/Me/2000/XP/2003 และ MSN หรือ Windows Messenger รุ่น 4.7, 5, 6 หรือ 7
     
    ทิป
    ในการติดตั้ง Msn Plus! จะมีตัวเลือกหนึ่งให้เราทำการติดตั้ง Search bar (อ่านเรื่อง Search Bar) ตัวนี้จะติดอยู่ที่ Internet Explorer เรามีเทคนิคหนึ่งที่ไม่ต้องติดตั้งตัวนี้เข้าไปโดยในขั้นตอนการติดตั้ง พอถึงขึ้นตอนดังภาพให้เลือก ฉันไม่ขอให้มีการสนับสนุน, ติดตั้ง Messenger Plus!... ดังภาพประกอบดังกล่าว

    April 04

    บรรพชนต้นตระกูลอิสราเอล (ก.ค.ศ. 2000 -1500)

         

     

    บรรพชนต้นตระกูลอิสราเอลมีใครบ้าง

    หลักข้อเชื่อโบราณของอิสราเอลเริ่มต้นว่า "บิดาของข้าพระองค์เป็นชาวอารัมผู้หลงทางท่องเที่ยวไป" (ฉธบ. 26:5) เห็นได้ชัดว่าชาวฮีบรูเชื่อว่าชาติของตนสืบเชื้อสายมาจากชาวอารัมชนเผ่าโบราณมากเผ่าหนึ่ง

    1. บรรพชนต้นตระกูลอิสราเอลกับประวัติศาสตร์

    เทราห์บิดาของอับราฮัมและครอบครัวดูเหมือนจะเป็นมิตรกับคนในเมืองเออร์ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของเมโสโปเตเมีย (ปฐก. 11:31) เมืองเออร์เคยเป็นเมืองสำคัญและมีอำนาจตั้งแต่ ก.ค.ศ. 3000 ขณะนั้นประชาชนเมืองนี้สามารถควบคุมส่วนใหญ่ของเมโสโปเตเมียภาคใต้ แต่ในที่สุดก็เสื่อมอำนาจลงเมื่อ ก.ค.ศ. 1950 หลังจากนั้นอับราฮัมได้ออกเดินทางจากญาติพี่น้อง "บ้านของบิดา" ไปเมืองฮารานเพื่อแสวงหาทุ่งหญ้าใหม่สำหรับเลี้ยงสัตว์ และที่อยู่ใหม่ให้กับครอบครัวของตน (ปฐก. 12:1) ปฐมกาลบทหลัง ๆ พูดถึงเบธูเอลบุตรชายของนาโฮร์และมิลคาห์ (ปฐก. 24:24) เรเบคาห์และลาบัน ลูกเบธูเอล ญาติของอับราฮัม ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองนาโฮร์ใกล้เมืองฮาราน

    เราพยายามหาจุดเชื่อมโยงระหว่างเรื่องบรรพชนต้นตระกูลอิสราเอลในพระคัมภีร์และประวัติศาสตร์โลกในภูมิภาคที่พวกเขาอาศัยอยู่ ทั้งหมดที่เรารู้เกี่ยวกับบรรพชนต้นตระกูลอิสราเอลมีอยู่ในพระธรรมปฐมกาลเท่านั้น เรื่องเหล่านี้เป็นนิทานโบราณคดีมาก่อน อาจจะบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างที่เรามีอยู่นี้หลังจากที่อับราฮัมเสียชีวิตไปแล้วหนึ่งพันปี สาเหตุที่ชาวอิสราเอลอนุรักษ์เรื่องนี้ไว้ เพราะอิสราเอลรุ่นหลังยกย่องนับถือบรรพบุรุษของตนยิ่งนัก และต้องการรู้เรื่องราวเกี่ยวกับท่านเหล่านั้นให้มากที่สุด นอกจากนั้นแล้วนักเล่าเรื่องอิสราเอลยังรู้สึกว่าเรื่องเหล่านั้นสอนสัจธรรมสำคัญ ๆ เกี่ยวกับพระเจ้าและวิธีที่พระองค์ติดต่อกับมนุษย์ พวกอิสราเอลไม่เคยสงสัยเรื่องที่พระเจ้าทรงเลือกอับราฮัมและเชื้อสายของท่าน ทรงสำแดงพระองค์ให้รู้จักและทรงทำพันธสัญญากับพวกเขา จึงแน่ใจได้ว่าพวกเขาใช้เรื่องเหล่านี้สั่งสอนคนรุ่นหลัง ๆ เพราะเรื่องเหล่านี้มีคุณค่ามากมาย มีความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าและแผนการที่พระองค์ทรงมีสำหรับมนุษยชาติอยู่ด้วย

    ขณะที่ศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของบรรพชนต้นตระกูลอิสราเอลอยู่นี้ เราต้องเข้าใจและจำไว้เสมอว่า เรากำลังเกี่ยวข้องกับนิทานโบราณคดีไม่ใช่ประวัติศาสตร์ เรื่องดังกล่าวมิได้บันทึกไว้หลังจากที่เหตุการณ์เกิดขึ้นได้ไม่นาน แต่เป็นเรื่องที่จดจำกันมานานหลายศตวรรษโดยการถ่ายทอดจากพ่อไปสู่ลูกแล้วค่อยบันทึกไว้ทีหลัง

    อับราฮัม
    เรื่องของอับราฮัมบันทึกไว้ในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 12-25 เริ่มต้นด้วยพระบัญชาและพระสัญญาของพระเจ้า พระเจ้าทรงบัญชาอับราฮัมว่า "เจ้าจงออกจากเมือง จากญาติพี่น้อง จากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะบอกให้เจ้ารู้" (ปฐมกาล12:1) ส่วนพระสัญญาคือ "เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ (ปฐมกาล 12:2) ถ้าเราอ่านปฐมกาลบทต่อไป เราจะเห็นว่าอับราฮัมเดินทางไปปาเลสไตน์และพระเจ้าทรงให้ความมั่นใจแก่ท่านว่า อาณาบริเวณนั้นจะเป็นกรรมสิทธิ์ของลูกหลานท่าน (ปฐก. 12:7,15;18-21) อับราฮัมยังคงยึดอาชีพเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนไปตามที่ต่าง ๆ เพื่อหาทุ่งหญ้าและน้ำให้สัตว์เลี้ยงของท่านกินและดื่ม ดูเหมือนว่าอัมราฮัมจะทำพันธสัญญากับอาบีเมเลคกษัตริย์ของเมืองเก-ราร์ มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อเกิดการกันดารอาหารที่ปาเลสไตน์ อับราฮัมจึงเดินทางไปประเทศอียิปต์

    เรื่องของอับราฮัมที่อนุรักษ์ไว้หลายเรื่องเกี่ยวข้องกับคำถามที่ว่า พระประสงค์ของพระเจ้าจะสำเร็จได้อย่างไรในเมื่อท่านไม่มีทายาทสืบสกุล ตามประเพณีของคนสมัยนั้น ถ้าชายใดไม่มีบุตรชายก็จะมอบสิทธิ์ให้แก่ทาสที่ตนโปรดปรานเป็นผู้สืบมรดก แต่พระเจ้าตรัสว่าท่านจะไม่ต้องทำเช่นนั้น (ปฐก. 15:3-6) นางซาราห์ยอมให้ทาสสาวของตนเป็นผู้ให้กำเนิดบุตรชายแก่อับราฮัมแทนนาง (ปฐก. 16:1-2) นี่ก็ไม่ใช่แผนการของพระเจ้า ในที่สุดนางซาราห์ได้กำเนิดบุตรชายแก่อับราฮัม ชื่อว่า อิสอัค ในเวลาที่นางชรามากแล้ว (ปฐก. 21:1-3) แม้กระนั้นก็ดูเหมือนว่าแผนการของพระเจ้าจะล้มเหลว เพราะพระเจ้าให้ท่านถวายอิสอัคบุตรของท่านเป็นเครื่องบูชา ในที่สุดพระเจ้าก็ทรงห้ามไว้ และทรงจัดหาเครื่องบูชาอื่นให้แทน (ปฐก. 22.9-14) เพราะพระเจ้าต้องการทดสอบความเชื่อของท่าน

    หลังจากที่ซาราห์สิ้นชีวิตแล้ว อับราฮัมได้แต่งงานใหม่ ท่านมีบุตรกับนางเคทูราห์อีกหลายคน แต่บุตรเหล่านี้มิใช่ผู้สืบพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ ก่อนที่อับราฮัมจะสิ้นชีวิตท่านได้เข้าในแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญาจะประทานให้ และได้บุตรชายซึ่งจะเป็นผู้ให้กำเนิดชนชาติที่เป็นเชื้อสายของท่านต่อไป

    อิสอัค
    การกำเนิดของอิสอัคมีความสำคัญมาก เพราะท่านเป็นทายาทผู้สืบพันธสัญญาของพระเจ้า ตอนที่อิสอัคยังเด็กอยู่อับราฮัมเกือบจะถวายท่านเป็นเครื่องบูชา ก่อนอับราฮัมสิ้นชีวิตท่านได้จัดให้อิสอัคแต่งงานกับเรเบคาห์คนเชื้อสายเดียวกับท่าน ทั้งสองอยู่ด้วยกันเป็นเวลานานแต่ไม่มีบุตร แต่ในที่สุดนางเรเบคาห์ก็ให้กำเนิดบุตรชายฝาแฝดตั้งชื่อว่า เอซาวและยาโคบ (ปฐก. 25:21-26) ความสุขในวัยชราของอิสอัคถูกรบกวนเพราะลูกชายฝาแฝดของท่านทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยเรื่องสิทธิและพรบุตรหัวปี

    เอซาวและยาโคบ
    เรื่องเล่าว่าเอซาวและยาโคบจะทะเลาะกันมาตั้งแต่ก่อนเกิดแล้ว เอซาวไม่ยอมรักษาสิทธิบุตรหัวปีของตน ยาโคบก็เป็นคนที่ทะเยอทะยานชอบใช้ความฉลาดแกมโกงเพื่อให้ได้สิทธิบุตรหัวปีเป็นของตน พระเจ้าทรงเลือกยาโคบให้เป็นผู้สืบพันธสัญญาที่ทรงทำไว้กับอับราฮัมและทรงเปลี่ยนชื่อยาโคบใหม่ว่า อิสราเอล แปลว่า "ผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า" เนื่องจากยาโคบไม่เต็มใจตอบสนองการทรงเรียกของพระเจ้า พระองค์ต้องทำงานหนักเพื่อให้ยาโคบกลับใจใหม่และเชื่อฟังพระองค์ ระหว่างทางท่านได้ต่อสู้กับบุรุษผู้หนึ่งที่แม่น้ำยับบอก ชีวิตของยาโคบหลังจากที่ได้สิทธิบุตรหัวปีแล้ว ท่านต้องหนีเอซาวซึ่งโกรธแค้นไปอยู่ที่บ้านเดิมของมารดา อยู่ที่นั้นระยะหนึ่งก็ได้ภรรยาสี่คน คือ เลอาห์ ราเชล ศิลปาห์และ บิลฮาห์ และมีลูกชาย 12 คน ลูกสาว 1 คน (ปฐก. 29:21-28)

    แม้พี่ชายยังโกรธอยู่แต่ท่านก็เดินทางกลับไปบ้านเกิดเมืองนอนของตน เพราะเกิดการขัดแย้งกับลาบันผู้เป็นทั้งลุงและพ่อตา ในที่สุดยาโคบก็ได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินปาเลสไตน์และได้ชื่อใหม่ว่าอิสราเอล

    โยเซฟ
    โยเซฟเป็นบุตรของราเชลซึ่งยาโคบรักมากแต่เป็นที่เกลียดชังของบรรดาพี่ชาย โยเซฟชอบเล่าความฝันของตนให้พวกพี่ชายฟังว่าตนเองจะได้เป็นใหญ่เป็นโต (ปฐก. 37) พวกพี่ ๆ ไม่รู้ว่านี้เป็นแผนการณ์ของพระเจ้าก็พากันโกรธแค้นโยเซฟ และได้คิดกำจัดโยเซฟ โยเซฟจึงถูกขายเป็นทาสที่อิยิปต์ โยเซฟมีความขยันและรับผิดชอบในหน้าที่การงาน แต่ก็ถูกกล่าวหาว่าล่วงเกินภรรยาของโปทิฟาร์ผู้เป็นเจ้านายจึงถูกจำคุก อยู่ในคุกท่านก็แสดงความสามารถต่าง ๆ ในการแก้ความฝัน ในที่สุดก็ได้แก้ความฝันให้ฟาโรห์ และได้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารประเทศอียิปต์และแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้ผ่านช่วงวิกฤตจากการกันดารอาหาร นอกจากนั้นท่านยังได้ช่วยเหลือครอบครัวของท่านให้เข้ามาอยู่ในอียิปต์อีกด้วย

    April 03

    กษัตริย์ ผู้เผยพระวจนะ และปุโรหิต

    สมัยที่อิสราเอลเป็นราชอาณาจักรเดียวกันอยู่นั้น ศาสนาได้รับการจัดตั้งอย่างดี มีผู้นำสามพวกเป็นเสาหลักในการปกครองประเทศคือ กษัตริย์ ผู้เผยพระวจนะ และปุโรหิต

    1. กษัตริย์
    กษัตริย์ของอิสราเอลมีหน้าที่รับผิดชอบด้านการเมือง ภารกิจที่สำคัญคือการรวมอิสราเอล 12 เผ่าให้เป็นปึกแผ่น สามารถเอาชนะศัตรู กษัตริย์ต้องได้รับการรับรองจากพระเจ้า ซามูเอลเป็นผู้แต่งตั้งกษัตริย์ เพราะอิสราเอลรู้ว่าท่านพูดในพระนามพระเจ้าเสมอ พวกเขายอมรับบุคคลที่ท่านเลือกให้เป็นกษัตริย์ พิธีแต่งตั้งกษัตริย์ด้วยการใช้น้ำมันเจิม เป็นหมายสำคัญแสดงว่า กษัตริย์เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ชัยชนะในการทำสงครามเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากษัตริย์เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกและแต่งตั้งจริง

    2. ผู้เผยพระวจนะ
    คำว่า "ผู้เผยพระวจนะ" ในภาษาฮีบรูหมายถึงคนหลายประเภท ซึ่งมีส่วนในศาสนาของอิสราเอลต่างกันซึ่งมีทั้งที่เป็นปัจเจกบุคคลและเป็นกลุ่ม ดังนี้

    ก. ผู้ทำนาย (Seers) มีหลายคนที่สามารถ "มองเห็น" ความจริงเกี่ยวกับอดีต ปัจจุบัน อนาคตได้ดีกว่าคนอื่นและตีความได้ คนเหล่านี้ทำงานโดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินหรือสิ่งของ (กันดารวิถี 22.7, 1ซามูเอล 9.6-8) บางครั้งพวกเขาก็กล่าวพระวจนะที่สำคัญให้กับพวกอิสราเอล กันดารวิถี 23.22-24,1 ซามูเอล10.1) ผู้ทำนายมีญาณพิเศษที่พระเจ้าประทานให้ (1ซามูเอล 3.15-18) ผู้ทำนายที่ได้รับการสำแดงจากพระเจ้าจะรู้สึกว่าตนมีพันธะต้องบอกความจริงแก่ผู้อื่น (1ซามูเอล 19-21)

    ข. กลุ่มผู้เผยพระวจนะ (The bands of prophets) เป็นกลุ่มที่มักจะอยู่ร่วมกันในสถานนมัสการทั่วไปเช่น ที่กิลกาลและกิเบอาห์ (2พงศ์กษัตริย์ 4.38, 1ซามูเอล 10.10, 2พงศ์กษัตริย์ 2.5) พวกนี้ใช้การเล่นดนตรีเพื่อเร้าใจให้พร้อมสำหรับการเผยพระวจนะ (1ซามูเอล 10.5-6) (บางทีก็เรียกกลุ่มนี้ว่า "บุตรผู้เผยพระวจนะ" ) กลุ่มนี้ไม่ได้รับการยกย่องมากนัก (2พงศ์กษัตริย์ 9.11) งานที่ยอดเยี่ยมจะเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าทรงใช้และดลใจให้พวกเขาเผยพระวจนะจริงๆ ซึ่งมีความสำคัญต่อบ้านเมือง และมักจะกล่าวออกมาในรูปแบบของคำประพันธ์ เช่น สดุดี 12.5, 14.4, 81.6-15 แต่บ่อยครั้งกลุ่มนี้ก็พูดเพ้อเจ้อ และกล่าวคำทำนายเท็จ เพื่อเอาใจประชาชนเพราะเห็นแก่สิ่งตอบแทน (อิสยาห์ 28.7 เยเรมีย์ 5.31, 6.13)

    ค. ผู้เผยพระวจนะที่เป็นปัจเจกบุคคล (The individual prophets) คนเหล่านี้เราเรียกกันว่า "ผู้เผยพระวจนะ" หรือ "ผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า" เช่น นาธัน เอลียาห์ อิสยาห์ เอเสเคียล ฮักกัย และมาลาคี ผู้เผยพระวจนะมีฐานะและบทบาทสำคัญมาก เมื่อกษัตริย์อยากรู้ว่าพระเจ้าทรงต้องการให้ทำเช่นไรก็จะขอคำปรึกษาและการชี้นำจากผู้เผยพระวจนะ

    ผู้เผยพระวจนะนาธันเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ เมื่อดาวิดต้องการสร้างพระวิหารก็ขอคำปรึกษาจากนาธันก่อน แต่เมื่อนาธันไม่ให้สร้างก็ทรงเชื่อฟัง (2ซามูเอล 7.1-7)

    ผู้เผยพระวจนะรุ่นก่อนทำหน้าที่เป็นผู้พูดแทนพระเจ้า และมีหน้าที่เรียนรู้จักน้ำพระทัยพระเจ้าที่ทรงมีสำหรับประเทศบ้านเมืองของพวกเขา และคอยตักเตือนและหนุนใจพวกเขา

    3. ปุโรหิต
    ปุโรหิตมีหน้าที่นำประชาชนนมัสการพระเจ้า และจัดระเบียบให้พวกเขานมัสการอย่างถูกต้อง สิ่งสำคัญที่สุดในการนมัสการคือการถวายเครื่องบูชา ไม่ใช่ปุโรหิตเท่านั้นที่ถวายเครื่องบูชาได้ (ผู้วินิจฉัย 5.22-24, 13.09) ปุโรหิตมีหน้าที่เรียนรู้และตีความกฎระเบียบเกี่ยวกับการถวายเครื่องบูชา เพื่อแนะนำและสั่งสอนผู้อื่น หน้าที่ปุโรหิตเป็นความรับผิดชอบของคนในตระกูลอาโรน เผ่าเลวี (เฉลยธรมบัญญัติ 33.8-10) มีการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติในการนมัสการโดยละเอียด สืบต่อกันมาภายในตระกูลนี้ พวกเขาใช้ ทูมมิม และ อูริม เป็นฉลากศักดิ์สิทธิ์เพื่อเสี่ยงทายเพื่อหาคำตอบเมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับข้อปฏิบัติในการนมัสการพระเจ้า (กันดารวิถี27.21, 1ซามูเอล 14.41) บรรดาปุโรหิตทำงานสืบทอดกันมาแต่ดั้งเดิม ยังคงทำงานอยู่ในบริเวณต่าง ๆ ทั่วอาณาจักร

    April 02

    อากาศเย็นเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

    ผู้ที่มีปัญหาความดันโลหิตสูง มีโอกาสจะเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจมากขึ้น ในช่วงที่อุณหภูมิลดต่ำลง อย่างในช่วงฤดูหนาว

    จากการรายงานล่าสุด ของ European Society of Cardiology ระบุว่า สิ่งที่ค้นพบนั้น ไม่ใชเรื่องน่าแปลกใจอะไร เพราะอากาศเย็น ก็ทำให้เส้เลือดหดตัวอยู่แล้ว และเมื่อเส้นเลือดหดตัว ก็ทำให้เลือดไหลผ่านได้ยากขึ้น แต่การค้นพบครั้งนี้ นับเป็นเอกสารชิ้นแรก ที่รายงานออกมาว่าอากาศที่มีความผันผวน มีความเกี่ยวพันกับโรคหัวใจ ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง การศึกษาครั้งนี้ ได้ใช้เวลา 2 ปี โดยนักวิทยาศาสตร์ จาก University of Burgundy ในฝรั่งเศส ได้ทำการทดลองกับคนไข้ 784 คน ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลท้องถิ่น ด้วยอาการของโรคหัวใจ และนักวิจัยพบว่า ในสภาพอากาศเย็น จะมีการรับผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาลมาก และเป็นเช่นนี้ ทุก ๆ ปี ในช่วงเวลาเดียวกัน

    ในการศึกษา ยังพบอีกว่า 50% ของผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจ เข้ารับการรักษาอาการความดันโลหตสูงมาก่อน หรือบางครั้งก็มีอาการเกี่ยวกับความดันโลหิตสูงปรากฏออกมา ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว โรคหัวใจ จะพบบ่อย เมื่ออุณหภูมิลดต่ำกว่า 39.2 F

    โรคหัวใจ (Heart Attack) มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง และเมื่ออุณภูมิลดต่ำลงไปมากกว่า 9 องศา ในวันเดียวกัน
    ผู้ป่วยเหล่านี้ก็จะมีอาการของโรคหัวใจความดันโลหิตนั้น จะเพิ่มขึ้น เมื่ออากาศเย็นลง เพราะเส้นเลือดหดตัวแคบลง ทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงหัวใจ
    Dr.David Faxon หัวหน้างาน Cardiology ของ University of Chicago และอดีตประธานของ American Heart Association กล่าวว่า งานวิจัยนี้ มีความสำคัญ และทำให้มีการตระหนักในเรื่องของอากาศเย็น และความดันโลหิตมากขึ้น พร้อมกล่าวอีกว่า
    ความกดอากาศ
    ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญและเกี่ยวพันกับโรคหัวใจที่อาจจะเกิดกับผู้ที่ความดันโลหิตสูงเช่นกัน
    แต่การศึกษาในครั้งนี้ ไม่ได้มีการระบุถึงกรณีของผู้ที่มีระดับความดันโลหิปกติ

    อย่างไรก็ตาม อากาศ กับความเกี่ยวพันธ์กับโรคหัวใจนั้น ยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ยังต้องการการศึกษา และเปรียบเทียบทฤษฎีอีกหลายทฤษฎีที่มีอยู่

    April 01

    คานาอัน..แผ่นดินพระสัญญา

    "ดังนั้นแหละ พระเจ้าประทานแผ่นดินทั้งสิ้นแก่คนอิสราเอล ดังที่พระองค์ทรงปฏิญาณว่าจะให้แก่บรรพบุรุษของเขา" (โยชูวา 21.43 )

    ในบทนี้เราจะศึกษาว่าพวกอิสราเอลเข้าไปตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์ได้อย่างไร ข้อมูลส่วนใหญ่อยู่ในพระธรรมโยชูวาและผู้วินิจฉัย

    คนสมัยโบราณเรียกปาเลสไตน์ว่าแผ่นดินคานาอัน พวกอิสราเอลเรียกประชาชนที่อาศัยอยู่ที่นั่นก่อนที่ตนจะเข้าไปตั้งหลักแหล่งว่า "ชาวคานาอัน" และ "ชาวอาโมไรต์" ในแผ่นดินคานาอันมีชนหลายชาติอาศัยอยู่ที่นั่นมานานแล้ว(โยชูวา 3.10 ) ประชาชนในแผ่นดินนี้มีอารยธรรมสูงมาก เมืองต่างๆ สร้างขึ้นอย่างดี ทุกเมืองมีเจ้าเมืองปกครองและมีพื้นที่เกษตรกรรมขนาดย่อมอยู่ใกล้เคียง มีการติดต่อค้าขายกับ อียิปต์ เมโสโปเตเมีย และกรีก ชาวคานาอันเป็นพวกแรกที่ประดิษฐ์ตัวอักษรที่ใช้เขียนบนที่ราบแบนได้ ก่อนหน้านั้นถ้าจะเขียนถึงอะไรก็ต้องเขียนรูปภาพของสิ่งนั้น

    ชาวคานาอันมีพระสูงสุดองค์หนึ่งเรียกว่า "เอล" แต่ส่วนใหญ่จะนมัสการพระบาอัล การนมัสการของชาวคานาอันกระทำกันในรูปแบบการใช้ความรุนแรงทางเพศ โดยเชื่อว่าการกระทำเช่นนั้นจะทำให้ไร่ นา ฝูงสัตว์และครอบครัวของตนเกิดผลและมีลูกดก

    ก่อน ก.ค.ศ. 1250 อียิปต์ครอบครองคานาอันบ่อยครั้ง ฟาโรห์หลายองค์ปราบปรามเจ้าเมืองต่างๆ ของคานาอันลงเป็นข้าทาสบริวารและบังคับให้ส่งส่วย โดยพระองค์ส่งกองทัพไปคุ้มครองเป็นการตอบแทน ยามใดที่อียิปต์อ่อนกำลังลง บรรดาเจ้าเมืองก็เดือดร้อน บ่อยครั้งพวกเขาไม่สามารถรักษาอำนาจของตนไว้ได้ มักถูกเจ้าเมืองหรือชนกลุ่มใหม่ที่ต้องการเข้ามาตั้งหลักแหล่งในคานาอันบุกโจมตี ตอนที่อิสราเอลเข้าไปตั้งหลักแหล่งในคานาอันก็เป็นช่วงที่อียิปต์หมดอำนาจ

    ฟาโรห์เมอร์เนปทาห์แห่งอียิปต์พยายามเข้าควบคุมปาเลสไตน์อีกครั้ง แต่ก็ถูกชาวทะเลศัตรูกลุ่มใหม่บุกเข้าโจมตี ชาวทะเลที่ว่านี้มีพวกฟิลิสเตียรวมอยู่ด้วย อียิปต์พบว่ายากที่ตนจะป้องกันประเทศให้พ้นจากการรุกรานของชาวทะเล จึงยอมให้เข้าไปตั้งหลักแหล่งในคานาอัน พวกฟิลิสเตียได้สร้างเมืองขึ้นมา 5 เมือง คือ กาซา อัชเคโลน อัชโดด เอโครน และกัท

    เพราะอียิปต์อ่อนกำลังลงทำให้ปาเลสไตน์วุ่นวาย บรรดาผู้บุกรุกกลุ่มใหม่เข้ามายึดครองเมืองต่างๆ และสร้างขึ้นใหม่อีกหลายเมือง บริเวณที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดคือบริเวณที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลและที่ราบเอสเดรอีโลน บริเวณนอกปาเลสไตน์ก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วย ชาวเอโดมและชาวโมอับได้สถาปนาราชอาณาจักรของตนขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้และทิศตะวันออกของทะเลตาย บริเวณทะเลทรายก็มีเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์อาศัยอยู่ เช่น พวกมีเดียนและอามาเลข

    ในระยะนั้นไม่มีประเทศใดในเมโสโปเตเมียเข้มแข็งพอที่จะมีอิทธิพลอยู่ได้นาน