★KorKai™'s profile★KorKai™ U★lsนัสPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
April 29 เปอร์เซียเรืองอำนาจในโลกขณะที่บาบิโลนครองความเป็นใหญ่อยู่ทางภาคใต้ของราชอาณาจักรเก่าของอัสซีเรีย พวกมีเดียครองความเป็นใหญ่อยู่ทางภาคเหนือ สองจักรวรรดินี้ตั้งอยู่คู่เคียงกันเป็นเวลานานประมาณเจ็ดสิบปีโดยไม่มีการสู้รบกันอย่างเปิดเผย ในปี ก.ค.ศ.550 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น อัสทียาเกส (Astyages) แห่งมีเดียยกทัพไปต่อสู้กับพวกเอลาม ซึ่งตอนนั้นกษัตริย์ไซรัส (Cyrus) แห่งเปอร์เซียปกครองอยู่ การสู้รบกันครั้งนี้ปรากฎว่ากองทัพมีเดียปราชัยยับเยิน เพราะกษัตริย์ไซรัสทรงเดชานุภาพและเป็นที่นิยมรักใคร่ของประชาชนเกินกว่าที่จะเอาชนะพระองค์ได้ ไซรัสทรงสามารถขับพวกมีเดียให้ล่าทัพกลับ แล้วตามไปโจมตีถึงในดินแดนของชาวมีเดียจนได้ชัยชนะ อีกไม่นานไซรัสก็ตั้งตนเองเป็นกษัตริย์ในเอคบาทานา (Ecbatana) และอ้างว่าพระองค์มีอำนาจในจักรวรรดิมีเดีย นาโบนิดัด (Nabonedus) แห่งบาบิโลนกลัวว่าไซรัสจะยกทัพเลยเข้ามาโจมตีจักรวรรดิของพระองค์ ซึ่งก็เป็นความจริงเช่นนั้น พระองค์จึงได้ร่วมกับผู้นำมิตรประเทศ ได้แก่ อามาซิส (Amasis) แห่งอียิปต์ และ โครเอซัส (Croesus) แห่งลิเดียจัดตั้งกองกำลังเพื่อป้องกันประเทศของพวกตน กษัตริย์ไซรัสบุกเข้ายึดซารดิส (Sardis) เมืองหลวงของลิเดียได้เป็นแห่งแรกในปี ก.ค.ศ. 547 พอถึงปี ก.ค.ศ. 539 ไซรัสทรงยกทัพเข้าโจมตีบาบิโลนโดยตรง เวลานั้นประชาชนชาวบาบิโลนไม่นิยมเลื่อมใสในตัวกษัตริย์นาโบนิดัด เพราะนอกจากพระองค์จะเป็นชาวอารัมที่มาจากเมืองฮารานซึ่งไม่ใช่เชื้อพระวงศ์แคลเดียแห่งบาบิโลนแล้ว พระองค์ก็ยังไม่ยอมสักการะเทพเจ้ามาร์ดุกอีกด้วย จึงทำให้พวกปุโรหิตของพระมาร์ดุกไม่ชอบพระองค์ นาโบนิดัดเลื่อมใสศรัทธาพระสิน (Sin) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ เทพองค์นี้มีวิหารอยู่ที่เมืองฮาราน ก่อนหน้านั้นหลายปี คือก่อนที่กษัตริย์ไซรัสจะยึดเอคบาทานาได้นาโบนิดัดปล่อยให้เบลชัสซาร์โอรสของพระองค์ปกครองประเทศแทน ผลที่ตามมาก็คือไม่มีการฉลองเทศกาลปีใหม่ติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปี เพราะเทศกาลนี้กษัตริย์จะต้องเป็นผู้นำในพิธีรื้อฟื้นความเป็นผู้นำประเทศ เรื่องนี้เองที่ทำให้ประชาชนไม่พอใจนาโบนิดัดอย่างมาก ดังนั้นเองจึงไม่เตรียมตัวเตรียมใจเพื่อต่อสู้กับไซรัสอย่างเต็มกำลัง ไซรัสรบชนะบาบิโลนที่เมืองโอปิส (Opis) บนฝั่งแม่น้ำไทกรีสเมื่อปี ก.ค.ศ. 539 และอีกไม่กี่วันต่อมาแม่ทัพของพระองค์ก็ยึดกรุงบาบิโลนได้สำเร็จโดยไม่มีการต่อสู้มากนัก นาโบนิดัดทรงหนีเอาตัวรอดแต่ก็ถูกจับได้ ชาวบาบิโลนต้อนรับกษัตริย์ไซรัสด้วยความปีติยินดีในฐานะที่ทรงเป็นวีรชนผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเขาและผู้รับใช้ของพระมาร์ดุก เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระมาร์ดุกกษัตริย์ไซรัสจึงทรงรื้อฟื้นเทศกาลปีใหม่ขึ้นมาอีก และนำรูปปฏิมาของเทพเจ้าต่าง ๆ กลับไปไว้ในเทวสถานเดิมของใครของมัน หลังจากไซรัสได้บาบิโลนไว้ในความครอบครองแล้วไม่นาน บรรดาเจ้านายผู้ปกครองมณฑลต่างด้าวต่าง ๆ ก็พากันมาสวามิภักดิ์ จักรวรรดิเปอร์เซียตั้งขึ้นได้ด้วยการผนวกจักรวรรดิมีเดีย จักรวรรดิบาบิโลน พร้อมกับดินแดนอื่น ๆ ที่อยู่ห่างไกลเข้าด้วยกัน โดยมีกรุงเอาบาทานาเป็นเมืองหลวง จักรวรรดิเปอร์เซียตั้งอยู่ได้นานประมาณสองร้อยปี กษัตริย์องค์หลัง ๆ ไม่ใช่นักปกครองที่ดีเหมือนไซรัส อียิปต์และกรีกเป็นศัตรูตัวฉกาจของเปอร์เซีย คัมบีเซส (Cambyses) โอรสของไซรัสปราบอียิปต์ได้สำเร็จในปี ก.ค.ศ. 525 แต่ประชาชนชาวอียิปต์ไม่เต็มใจอยู่ใต้ปกครองของเปอร์เซียจึงก่อการกบฏขึ้นบ่อย ๆ หลายครั้งก็ได้รับความช่วยเหลือจากประเทศกรีก ระหว่าง ก.ค.ศ. 401-342 อียิปต์ได้รับอิสรภาพอีกครั้ง แต่ก็ต้องสูญเสียไปอีกก่อนที่จักรวรรดิเปอร์เซียจะถูกโค่นลง ประเทศกรีกสร้างความเดือดร้อนให้แก่เปอร์เซียมากกว่า และเปอร์เซียก็ไม่เคยเอาชนะกรีกได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว กษัตริย์เซอร์ซิสที่ 1 (Xerxer l) เป็นกษัตริย์แห่งเปอร์เซียองค์แรกที่พยายามจะพิชิตกรีกให้ได้ พระองค์ยกทัพเรือไปรบกับกรีกครั้งแรกในปี ก.ค.ศ.480 แรก ๆ ก็ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ถึงกับสามารถยึดกรุงเอเธนส์ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของกรีกได้ แล้วเผาวัดวาอารามและอาคารบ้านเรือนของประชาชนที่ตั้งอยู่บนเนินเขา อะโครโปลิส (Acropolis ดูภาพหน้า ) แต่อีกไม่นานกองทัพกรีกก็สามารถทำลายเรือรบส่วนใหญ่ของเปอร์เซีย กองทัพของเซอร์ซิสที่ 1 พ่ายแพ้ยับเยิน พระองค์เองก็ถูกปลงพระชนม์ อาร์ทาเซอร์ซิสที่ 1 (Artaxerxes l) ทำสงครามกับกรีกต่อไป แต่ในที่สุดก็ยอมทำสัญญาสงบศึกกันในปี ก.ค.ศ.449 หลังจากนั้นพวกกรีกก็รบพุ่งกันเอง เปอร์เซียจึงล่ากลับไปเฝ้าดูพวกกรีกฉีกเนื้อกันเองออกเป็นชิ้น ๆ ในสงครามที่เปโลโปนนีเชียน (Peloponnesian War ก.ค.ศ.431-404) ตอนนั้นไม่จำเป็นที่เปอร์เซียต้องเข้าไปแทรกแซง ชาวกรีกเอาแต่รบกันเองจนไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่จักรวรรดิเปอร์เซีย แต่ผลสุดท้ายก็สร้างความพินาศให้แก่เปอร์เซียอยู่ดี ทันทีที่เลิกทำสงครามกันเอง พวกกรีกก็เริ่มก่อกวนและสร้างความเดือดร้อนให้แก่บรรดาผู้ปกครองของเปอร์เซีย เมื่ออียิปต์เข้าร่วมผสมโรงด้วยก็ทำให้ยิ่งเดือดร้อนขึ้นกว่าเดิม ในที่สุดอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) แห่งประเทศกรีกก็ทำลายอาณาจักรเปอร์เซียได้สำเร็จ แล้วทรงครอบครองโลกสมัยโบราณไว้ได้ทั้งหมดตั้งแต่กแม่น้ำดานูบจรดแม่น้ำอินดัสและเลยไปอีก
อิสราเอล 12 เผ่าอิสราเอล 12 เผ่าหลักแหล่งในปาเลสไตน์ อิสราเอลเข้าไปยึดครองคานาอันตอนปลายยุค ระหว่าง ก.ค.ศ. 1250-1000 พระธรรมโยชูวาเล่าถึงวิธีที่โยชูวานำอิสราเอลข้ามแม่น้ำจอร์แดนและเข้ายึดเมืองเยรีโค(โยชูวา1-5) อิสราเอลสามารถพิชิตเมืองต่างๆ ที่อยู่บนเนินเขาด้านเหนือและด้านใต้ของเยรูซาเล็ม (โยชูวา 7-10) และพูดถึงชัยชนะที่ภาคเหนือของปาเลสไตน์คือบริเวณรอบๆ เมืองฮาโซร์(โยชูวา 11) หลักฐานทางโบราณคดียืนยันว่าเมืองต่าง ๆ เช่น เดบีร์ ลาคิช และฮาโซร์ ถูกทำลายในช่วงนี้ รวมทั้งเบธเอล แต่ไม่ใช่เมืองอัย
พระธรรมผู้วินิจฉัยแสดงให้เห็นว่าอิสราเอล 12 เผ่าสามารถต่อสู้กับศัตรูได้เป็นอย่างดี และประสบชัยชนะครั้งสำคัญอยู่หลายหน แต่พวกฟิลิสเตียก็ยังคงมีอำนาจเกินกว่าที่พวกเขาจะปราบให้ราบคาบได้ พระเจ้าของโมเสสประสบการณ์ที่ได้รับจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ในการอพยพ ทำให้พวกอิสราเอลเริ่มคิดถึงเรื่องพระเจ้าและความสัมพันธ์ที่พระองค์ทรงมีกับมนุษย์ในแง่มุมใหม่ ในสมัยบรรพชนต้นตระกูลอิสราเอลนั้น ประชาชนคิดว่าพระเจ้าทรงเกี่ยวข้องกับบุคคลแต่ละคน แต่ละครอบครัว และแต่ละเผ่า พระองค์ทรงปฏิบัติต่ออับราฮัม อิสอัค ยาโคบและบุตรสิบสองคนของท่านเป็นคน ๆ ไป ในสมัยอพยพพวกอิสราเอลเห็นว่า พระเจ้าทรงทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อช่วยประชาชนอิสราเอลทั้งกลุ่มให้พ้นจากการเป็นทาส และช่วยพวกเขาให้สามารถสร้างชุมชนหรือสังคมของตน พระเจ้าทรงเลือกโมเสสให้เริ่มสร้างประชาชนที่เป็นทาสเหล่านั้นให้กลายเป็นชนชาติใหญ่
April 26 ยากันแดด ครีมกันแดดชนิดของยากันแดด
1.ยาทา
ก.สารเคมี เช่น PABA, PABA esters, benzophenones และ cinnamates เป็นสารดูดแสงอัลตราไวโอเลต
ข.ใช้สมบัติทางกายภาพกันแสง เช่น titanium dioxide, zinc oxide , kaolin , talc และ iron oxide ทำให้เกิดการสะท้อนของแสง
2. ยารับประทาน เช่น beta - carotene, chloroquine ใช้รักษาโรคบางโรค แต่ไม่กันผิวไหม้จากแสงแดด
สารกันแดดสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม
วิธีการเลือกใช้ยากันแดด สารที่ใช้เป็นยากันแดดที่ดีที่สุดคือ 1.พวก PABA esters - Octyl dimethyl PABA ร่วมกับ oxybenzone - Glyceryl PABA + Octyl dimethyl PABA + oxybenzone - PABA + Padimate O + oxybenzone - Phenylbenzimidazole 5 sulfonic acid + Octyl dimethyl PABA 2.Non - PABA - Ethyl hexyl - p - methoxycinnamate + 2+OH+4 methoxy benzophenone + 2 phenyl benzimidazole sulfonic acid April 25 เสี๊ยวหนึ่งของอารมณ์รัก
ตัวอักษรกระพริบ แต่ง space
ภาพเหล่านี้รวบรวมมาจากเวบไซด์หลายๆ แห่งนะคะ ขอบคุณทุกแหล่งที่มาไว้ ณ ที่นี้ด้วย
และยังมีอีกเพียบที่นี่ คลิกโลด
April 24 เงินถุงแดง มรดกจากรัชกาลที่ ๓ ที่ช่วยรักษา “เอกราช” ของชาติไว้ ในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ทรงเป็นคนเก่งหลายด้าน จนแทบไม่น่าเชื่อว่าคนคนเดียวจะมีคุณสมบัติได้มากมายถึงขนาดนี้ แต่ก็เป็นความจริง ทรงเป็นทั้งกวี นักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักการทหาร นักการศึกษา ภูมิสถาปนิก อุบาสกผู้ทะนุบำรุงพุทธศาสนา ผู้อุปถัมภ์ศิลปะไทย และเป็นนักธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จดีเลิศ อย่างหลังสุดนี้คือ ทรงค้าสำเภา ส่งของไปค้า
ขายกับเมืองจีนตั้งแต่ยังทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ในรัชกาลที่ ๒ ถึงขั้นร่ำรวยจนพระราชบิดาทรงเรียกว่า "เจ้าสัว" สมเด็จพระนั่งเกล้าฯไม่ได้เสด็จออกไปเมืองจีนเอง แต่ทรงมอบให้ขุนนางไทยเชื้อสายจีนที่ไว้วางพระราชหฤทัย ให้จัดการบริหารงานค้าขายให้แทน ขุนนางผู้นั้นก็ได้ทำงานถวายด้วยความซื่อสัตย์ตลอดชีวิต จนบั้นปลายได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นเป็น " เจ้าพระยานิกรบดินทร์" ต่อมาในรัชกาลที่ ๖ เมื่อมีพระราชบัญญัตินามสกุล ลูกหลานเจ้าพระยานิกรบดินทร์จึงได้รับพระราชทานนามสกุลว่า " กัลยาณมิตร" ด้วยเหตุที่ต้นสกุลได้รับพระกรุณายกย่องเป็น "มิตรที่ดีงาม" ในรัชกาลที่ ๓ ส่วนเงินกำไรที่สมเด็จพระนั่งเกล้าฯได้มาเป็นเงินส่วนพระองค์นี้ มิได้ทรงใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงใดๆ หรือยกให้พระราชโอรสธิดาตามพระทัยชอบทั้งที่มีสิทธิ์ทำได้ แต่ทรงนำมาใส่ถุงแดง แยกเป็นถุง ถุงละ ๑๐ ชั่ง ตีตราปิดปากถุง เก็บไว้ในหีบกำปั่นข้างห้องพระบรรทม ส่วนหนึ่งทรงเก็บไว้เพื่อสร้าง และทะนุบำรุงวัดวาอารามต่างๆ ทั้งในพระนครและภายนอก อีกส่วนหนึ่งก็ทรงยกให้แผ่นดิน มีพระราชดำรัสว่า "เอาไว้ไถ่บ้านไถ่เมือง" หมายถึงว่าถ้าต้องเพลี่ยงพล้ำกับข้าศึกศัตรูแล้ว จะได้นำเงินนี้ออกมาใช้กอบกู้บ้านเมือง พระราชดำรัสนี้น่าประหลาดตรงที่เมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายสิบปี จนถึง ร.ศ. ๑๑๒ ก็เกิดเป็นความจริงขึ้นมา เมื่อไทยถูกฝรั่งเศสปรับโทษเป็นเงิน ๓ ล้านบาท จนท้องพระคลังมีไม่พอ ก็ได้ ' เงินถุงแดง ' ส่วนนี้ไปสมทบ ไถ่บ้านเมืองเอาไว้ได้จริงๆ แสดงว่าเงินถุงแดงที่ทรงสะสมไว้ มีจำนวนมากมายทีเดียว สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยบ้านเมืองยิ่งกว่าเรื่องส่วนพระองค์จวบจนวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ เมื่อประชวรหนักใกล้เสด็จสวรรคต ก็มิได้ทรงพะวงกับเรื่องอื่นนอกจากความสงบสุขของแผ่นดิน ถึงกับพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ขุนนางข้าราชบริพารที่เข้าเฝ้า ไว้เป็นครั้งสุดท้ายว่า "การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิด ควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว" น่าประหลาดอีกเช่นกัน ทรงมีสายพระเนตรกว้างไกลในเรื่องนี้อย่างแม่นยำเช่นเดียวกับเรื่อง ' เงินถุงแดง ' เพราะถ้าเรานึกถึงปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศไทยประสบอยู่ในปัจจุบัน แม้เวลาล่วงเลยหลังจากเสด็จสวรรคตมาแล้วถึง ๑๔๙ ปี พระบรมราโชวาทเรื่องนี้ก็ยังเป็นสิ่งทันสมัย ควรแก่การนำมาทบทวนและเตือนใจคนไทยอีกครั้งหนึ่ง
ยาที่ช่วยรักษาความกลัว
กบฎ ร.ศ. ๑๓๐
กลอนข้างบนนี้เป็นของนักคิดนักเขียนผู้ล้ำยุคในสมัยปลายรัชกาลที่ ๕ คือเทียนวรรณ หรือ ต.ว.ส.วัณณาโภ เขียนไว้เมื่อพ.ศ. ๒๔๔๙ เรียกร้องให้จัดตั้ง Parliament หรือการปกครองแบบมีสภาผู้แทนราษฎรขึ้นในขณะที่สยามยังเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มีใครคิดว่า ๕ ปีต่อมา ความคิดของเทียนวรรณได้รับการสานต่อเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริงๆ แม้จะล้มเหลวลงตั้งแต่ยังไม่ทันลงมือก็ตาม ในวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๔(ร.ศ. ๑๓๐) นายทหารหนุ่มและพลเรือนกลุ่มหนึ่งถูกทางการจับกุมในข้อหาคบคิดวางแผนการปฎิวัติ ลดอำนาจพระมหากษัตริย์ลงมาใต้กฎหมายแบบเดียวกับอังกฤษและญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีแผนจะเปลี่ยนองค์พระมหากษัตริย์ จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้านายพระองค์อื่นด้วย คนพวกนี้ยังไม่ทันจะลงมือทำ แผนก็รั่วไหลจนถูกจับกุมได้เสียก่อน รวมผู้ก่อการจำนวน ๙๒ คน สิ่งที่น่าตกใจอย่างแรกคือบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่คนอื่นคนไกลพระมหากษัตริย์ ทหารส่วนใหญ่มาจากหน่วยทหารรักษาพระองค์ ส่วนพลเรือนหลายคนเป็นนักกฎหมายหนุ่มระดับปัญญาชนของประเทศ ในจำนวนนี้มีอยู่มาก ที่เป็นลูกศิษย์และมหาดเล็กใกล้ชิดสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ทำให้เป็นที่เดือดร้อนพระราชหฤทัยมาก ทรงรับหน้าที่เป็นประธานอำนวยการพิจารณาโทษพวกนี้อย่างเคร่งครัด ท่ามกลาง "ข่าวลือ" ว่าทรงอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้าอยู่หัว ทั้งที่พวกกบฎเองก็ไม่ยอมรับพระองค์ในตอนนั้นเพราะทรงจับพวกเขาเข้าคุกเข้าตะราง การที่ต้องทรงยืนอยู่บนทางสองแพร่งทำให้ลำบากพระทัย จนถึงกับขอลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงยับยั้งไว้ ทรงให้เหตุผลว่าทรงเชื่อถือในพระราชอนุชา และ "…ถ้าเมื่อใดฉันไม่ไว้วางใจให้เธอกระทำการในน่าที่แล้ว ฉันจะไม่รอให้เธอเตือนเลย ฉันจะบอกเธอเองทันที" ย้อนมาดูว่ากบฎ ร.ศ. ๑๓๐ เกิดขึ้นได้เพราะเหตุใด ก็จะประมวลมาได้ถึงสาเหตุ ๓ อย่างใหญ่ๆคือ ๑ อุดมการณ์แบบตะวันตก ที่เผยแพร่มากับตำรับตำราวิชาการและสื่อหนังสือพิมพ์ต่างๆ โดยเฉพาะความคิดที่ว่าประเทศทางตะวันตกที่เจริญแล้วล้วนปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดี(อย่างฝรั่งเศส) หรือไม่ก็มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ(อย่างอังกฤษ) ชาวสยามรุ่นใหม่จึงคิดว่า ถ้าจะทำให้สยามเจริญขึ้นมาได้ ก็ต้องเปลี่ยนการปกครองให้เป็นแบบประเทศตะวันตกเสียก่อน ๒ ความไม่พอใจ "ระบบราชการ" ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าระบบเจ้าขุนมูลนาย และความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๕ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๓ คือเกิดภัยธรรมชาติและโรคระบาดติดต่อกันหลายปี ทำให้ราษฎรในหัวเมืองลำบากกันมากถึงขั้นต้องอพยพทิ้งถิ่น ปลูกข้าวไม่ได้ ถึงขั้นบางคนก็อดตาย พอดีกับช่วงนั้น รัฐเก็บภาษีการเกษตรเพิ่มขึ้น ทำให้เดือดร้อนกันมากขึ้นด้วย ๓ เรื่องนี้เกือบจะเรียกว่าเป็นสาเหตุส่วนตัวของผู้ก่อการที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ก็ได้ คือความไม่พอใจต่อ ' กองทหารเสือป่า ' ที่ตั้งขึ้นในปีนั้น ทหารจำนวนมากรู้สึกว่าเสือป่าซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือนและข้าราชสำนักเป็นคู่แข่งของฝ่ายทหาร ได้รับความสำคัญและสิทธิพิเศษมากกว่า นอกจากนี้ยังต้องใช้งบประมาณสิ้นเปลืองเพื่อทำกิจกรรมกันมาก ทั้งที่เสือป่าเองก็ไม่ได้มีความสามารถในการรบเท่ากับทหาร หนึ่งในผู้ก่อการ ถึงกับเห็นว่าควรปฏิวัติเพื่อให้… 'ทหารมีเกียรติยศเพิ่มขึ้น ให้เชิดหน้าชูตาขึ้นอีก ' เรื่องนี้ก่อความโทมนัสให้พระเจ้าอยู่หัว เพราะทหารที่ก่อกบฎก็คือทหารผู้ใกล้ชิดพระองค์นั้นเอง ถึงกับมีพระราชปรารภว่า "…ตัวเราเวลานี้ตกอยู่ในที่ลำบาก ยากที่จะรู้ว่าภัยอันตรายจะมาถึงตัวเวลาใด เพราะเรารู้สึกประหนึ่งว่าเป็นตัวคนเดียว หาพวกพ้องมิได้ ฤาที่เป็นพวกพ้องก็พะเอินเป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งอันหาอำนาจมิได้" แต่ถึงกระนั้น เมื่อมีคำพิพากษาออกมา ตัดสินโทษประหารชีวิตสำหรับหัวหน้าผู้ก่อการ เมื่อมาถึงขั้นตอนพระราชวินิจฉัย ก็ทรงให้ลดหย่อนผ่อนโทษลงแค่จำคุกตลอดชีวิต คนอื่นก็ได้รับโทษน้อยลง ลดหลั่นกันลงไป แล้วมีการลดโทษลงมาอีกเรื่อยๆจนพ้นโทษกันหมดทุกคนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ หนึ่งปีก่อนจะประชวรและเสด็จสวรรคต จุดมุ่งหมายเรื่องเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องที่พระเจ้าอยู่หัวทรงรังเกียจ แต่ทรงเห็นว่าประชาชนทั่วไปยังไม่มีความเข้าใจในระบอบนี้เพียงพอ เมื่อเริ่มทดลองสอนประชาธิปไตยด้วยการสร้างดุสิตธานี ก็ทรงส่งแบบจำลองการสร้างไปให้นักโทษที่ถูกคุมขังได้มีส่วนร่วมในการช่วยสร้างด้วย ม.ล.ปิ่น มาลากุลผู้เป็นข้าราชบริพารรุ่นเยาว์ในรัชกาลที่ ๖ได้บันทึกไว้ภายหลังว่า " ภายหลังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้ว ผู้เขียนได้รับคำบอกเล่าว่า เขาเหล่านั้นซาบซึ้งในพระบรมราโชบายเป็นอย่างยิ่ง และช่วยกันทำด้วยความจงรักภักดี ทั้งเกิดความรู้สึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงสุด เพราะเท่ากับพระราชทานชีวิตให้เกิดใหม่ ได้ทำบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลทุกปี"
18 ข้อความรักและชีวิต
April 15 คิดถึง....
วันนี้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึก คิดถึง คิดถึง และคิดถึง อยากไปหา อยากไปอยู่ใกล้ๆ แต่มันก็ทำแบบนั้นไม่ได้ เห้อ!! ทีลอซู ความยิ่งใหญ่แห่งสายน้ำ..........ทีลอซู เป็นภาษากะเหรี่ยง ความหมายคือ น้ำตกอันยิ่งใหญ่ ซึ่งน้ำตกแห่งนี้ ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ มีความสูง200-300 เมตร สวยงามติดอันดับโลกทีเดียว เป็นจุดหมายปลายทางอันยิ่งใหญ่ของนักท่องเที่ยว ทั้งไทยและเทศทุกๆคน ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จะแน่น ขนัดไปด้วยผู้คน น้ำตกทีลอซูอยู่ใน เขตความดูแล ของ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อ.แม่สอด ระยะทางห่างจากกรุงเทพ 668 ก.ม. ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข1 เส้นทางสายเอเชีย จนถึง อ.เมือง จ.ตาก แล้วแยกเข้าสู่ อ.แม่สอด ตามเส้น ระหว่างทางก็แวะเที่ยวน้ำตกพาเจริญ เป็นน้ำตกเล็กๆ ที่มีการเล่นระดับของชั้นหินตามธรรมชาติได้สวยงาม การมาล่องเรือยางทำให้เห็นวิวสองข้างทาง ได้เห็นน้ำตกสายเล็กสายน้อย รวมทั้งน้ำตกทีลอจ่อ ที่สวยงาม มีรุ้งกินน้ำตัดกับ สายน้ำตก เป็นความประทับใจที่ไม่รู้ลืมจริง นอกจากนี้ยังผ่านผาเลือด ผาผึ้ง ล่องแพมาซักพักก็มาสิ้นสุด ณ เขตรักษ์พันธ์สัตว์ป่าผาเลือด ถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง เดินเท้าจากอุทยานไปน้ำตกทีลอซูอีกประมาณ 2 กิโล ทางเดินไม่ลำบากอย่างที่คิด มีป้ายบอกว่าต้นไม้นี่ชื่ออะไร มีระบบนิเวศอย่างไร เดินไปชมธรรมชาติสองข้างทางไป ครั้งหนึ่งได้ชีวิตอยากให้ทุกคนได้มาสัมผัส "ทีลอซู" .. April 14 Utopia : ยูโทเปีย
April 12 จากศรัทธาถึงอำนาจ ระพี สาคริกก่อนอื่นเรื่อง จากศรัทธาถึงอำนาจ ผู้เขียนใคร่ขออนุญาตเขียนจากความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ชีวิต โดยที่เชื่อว่า สิ่งนี้คือความจริงทั้งหมด หาใช่อ่านจากหนังสือตำราหรือจำขี้ปากคนอื่นมาพูด โดยที่รู้สึกว่าสถานการณ์ในสังคมไทยช่วงนี้กำลังวิกฤติหนัก เนื่องจากกระแสความทันสมัยทางวัตถุไหลบ่าเข้ามาทำลายรากฐานจิตใจคนท้องถิ่น ทำให้ทั้งสองด้านแทนที่จะอยู่ด้วยกันอย่างเหมาะสมเปลี่ยนมาสู่น้ำหนักที่มีด้านเดียวอย่างที่กล่าวกันว่า ช่วงนี้ผู้ที่ขึ้นไปมีหน้าที่รับผิดชอบยิ่งสูง ส่วนใหญ่ยิ่งบ้าอำนาจ หากมองในภาพรวมทำให้คนไทยซึ่งมีเชื้อสายเดียวกันมาช้านานจำต้องหวนกลับมาทำร้ายกันเอง ผู้เขียนเคยกล่าวไว้ในข้อเขียนต่าง ๆ โดยย้ำแล้วย้ำอีกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างควรมองเห็นสองด้าน อีกทั้งสามารถหยั่งรู้ได้ว่า ด้านไหนคือพื้นฐานของอีกด้านหนึ่ง หากการบริหารและการจัดการ ซึ่งทุกวันนี้คนชอบเอามาอ้างแบบสมัยนิยม มีสิ่งนี้อยู่ในหัวใจของผู้บริหารส่วนใหญ่ สังคมจะมีความสงบสุขมากกว่านี้ อีกทั้งเชื่อว่าหากนำปฏิบัติให้มองเห็นความจริงเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนย่อมแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสังคมได้ทั้งหมด และไม่ควรจะส่งผลเสียหายให้กับชีวิตคนกลุ่มไหนทั้งนั้น
จากศรัทธาถึงอำนาจ จริง ๆ แล้ว ทั้งสองประเด็นหาใช่เป็นคนละเรื่องกันไม่ หากมองให้รู้ได้ถึงรากฐานย่อมตระหนักชัดว่ามีศูนย์รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และสิ่งนั้นก็คือ จิตใจของแต่ละคน ถ้าเรานำปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่าง โดยเฉพาะกับเพื่อนมนุษย์จากใจจริง ตัวเราเองย่อมได้ความรู้ที่เป็นความจริง อีกทั้งผลที่สนองตอบก็คือความสุขที่เราควรได้รับอย่างยั่งยืนอีกด้วย สังคมที่มีผู้บริหารส่วนใหญ่นำปฏิบัติได้ ย่อมมีความสุขมากกว่านี้ แม้คนกลุ่มใดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ตลอดจนชุมชนใดก็ตามหากมีผู้ปฏิบัติได้ ย่อมเป็นเกราะคุ้มกันภาวะล่มสลายให้เชื่อมั่นได้ จากประสบการณ์เท่าที่ผู้เขียนสนใจเรียนรู้มาตลอดชีวิตจนถึงช่วงนี้ ทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่า รากฐานจิตใจคนท้องถิ่นถูกอิทธิพลจากความทันสมัยของรูปวัตถุที่มอมเมาด้วยความสะดวกสบาย หรืออีกนัยหนึ่ง จากรสชาติซึ่งทำให้เสพติด จนกระทั่งเปลี่ยนนิสัยคนให้เป็นคนเห็นแก่ตัว ขาดความเมตตากรุณาและเห็นใจผู้อื่น เปลี่ยนมาเป็นการบ้าอำนาจ ดังจะพิสูจน์ความจริงให้เห็นได้ชัดเจนว่า ยุคปัจจุบันผู้ที่เข้าไปสู่หน้าที่บริหารและจัดการ หากตนเองและพรรคพวกจะได้ประโยชน์ในสิ่งที่มุ่งหวังฝังอยู่ในใจ มักแสดงออกสองด้านด้วยกัน ด้านหนึ่งอ้างกฎหมายมาใช้บังคับ กับอีกด้านคิดออกกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหา ประกอบกับคนทั่วไปส่วนใหญ่มักสะท้อนแนวโน้มที่อยากขึ้นไปมีอำนาจควบคุมบังคับผู้อื่น แม้จะคิดว่าตนหวังดีต่อสังคม แต่แล้วสิ่งที่สะท้อนออกมาก็สารภาพความจริงว่าเกิด ความขัดแย้ง จนกระทั่งยุติได้ยากยิ่งขึ้นหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า การทะเลาะเบาะแว้งกันมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้คือภาพที่ไม่จำเป็นต้องนำเหตุผลอื่นใดมาอ้างเพื่อแก้ตัวเพราะเนื้อหาสาระและสิ่งที่พบเห็นมันเป็นความจริงอยู่ในตัวแล้วทั้งหมด เมื่อสภาพสังคมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงมาเน้นอำนาจด้านเดียวเด่นชัดยิ่งขึ้น ย่อมทำให้ทุกวันนี้จิตใจผู้ที่มีความเที่ยงธรรมสามารถรู้สึกได้ยากยิ่งขึ้นว่า ยังมีกระแสศรัทธาสะท้อนออกมาให้เชื่อมั่นได้ บางครั้งเมื่อกล่าวถึงคำว่า ศรัทธา คนส่วนใหญ่ยิ่งไปปฏิบัติหน้าที่อยู่ในระดับสูงขึ้น มักมีคำถามสะท้อนออกมาเสมือนไม่รู้ความจริงหรือเข้าใจถึงประเด็นนี้ ผู้เขียนเคยเขียนบทความเรื่องหนึ่งไว้นานแล้วโดยให้ชื่อว่า “การมีอำนาจโดยไม่ต้องใช้อำนาจ คือการใช้อำนาจที่ถูกด้านแล้ว” ซึ่งเรื่องนั้นเคยนำลงพิมพ์ในสื่อมาแล้ว หลายคนอาจไม่เข้าใจว่า เหตุใดผู้เขียนถึงได้นำมากล่าวย้ำว่า ตนสนใจเขียนเรื่องนั้นเรื่องนี้ อาจทำให้รู้สึกว่า การเขียนนั้นได้อะไร? คงต้องมองสองด้านอีกเช่นกันว่า ผู้เขียนจะได้อะไร ซึ่งแน่นอนที่สุดด้านนี้น่าจะหมายถึง คุณค่าแก่จิตใจตนเอง ส่วนอีกด้านหนึ่งได้แก่ผู้อ่าน หากมองผิดด้านเพราะไม่รู้จักตนเองคงคิดว่าผู้เขียนต้องการอวดตัวเองหรือต้องการความโด่งดัง หรือไม่ก็ต้องการหาเงินมาซื้อวัตถุที่ให้ความสบายแก่ตน หากผู้เขียนรักที่จะเขียนโดยที่เขียนอย่างมีความสุข ย่อมทำให้เกิดความมั่นคงยั่งยืนที่จะเขียนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ซึ่งสิ่งนี้ควรจะได้แก่ การซื่อสัตย์ต่อตนเองในการปฏิบัติและการค้นหาความจริงจากใจออกมาเขียน หรือที่กล่าวต่อไปอีกว่า ยิ่งให้ยิ่งได้รับเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด หากใครมีรากฐานจิตใจอิสระ สามารถมองเห็นได้รอบด้าน ควรจะรู้ได้ว่าตนเองควรนำจิตใจและวิถีชีวิตมุ่งไปสู่ด้านไหน คำว่า ศรัทธา หากสนใจที่จะค้นหาความจริงเพื่อการเรียนรู้อีกทั้งนำไปสู่ความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ควรเป็นความรู้สึกอันเป็นธรรมชาติซึ่งเกิดจากใจอันบริสุทธิ์ของตนเอง ย่อมสร้างความรู้สึกที่เกิดจากใจของเพื่อนมนุษย์ได้ทุกชาติทุกภาษาและทุกศาสนาร่วมด้วย หากสิ่งนี้มีอยู่ในรากฐานจิตใจบุคคลใด ย่อมประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตอย่างเป็นขั้นตอน โดยที่แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง อีกทั้งไม่มีการพูดไว้เป็นการล่วงหน้าว่า ตนจะต้องทำให้เรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นผลสำเร็จเมื่อนั้นเมื่อนี้ เพราะนั่นคือความจริงที่อ่านได้ว่า จิตใจของผู้แสดงออกมีความโลภ โกรธ หลง ยึดติดอยู่ในจิตใจไม่ว่าจะหนาหรือบางแค่ไหน ศรัทธาที่บริสุทธิ์ ไม่ควรมีสิ่งปนเปื้อนเข้าไปแอบแฝงอยู่ในรากฐานจิตใจตนเอง แม้การคิดหรือกล่าวออกมาว่า ฉันจะต้องสร้างศรัทธา หรือไม่ก็แสดงออกให้อ่านถึงความจริงได้ว่ามีการยัดเยียดให้คนอื่นสร้างศรัทธา ย่อมบอกได้ว่าในที่สุดจะต้องประสบกับความล้มเหลวไม่ว่าเร็วหรือช้า การโฆษณาหรือแสดงออกด้วยวิธีการอย่างใดก็ตาม โดยมีจิตใจไม่บริสุทธิ์หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า มีสิ่งปนเปื้อนเข้าไปอยู่ในใจตนเองแม้แต่น้อยนิด ย่อมทำลายศรัทธาของตนซึ่งควรมีอยู่ในใจและสานถึงจิตใจเพื่อนมนุษย์อย่างเป็นธรรมชาติ ความจริงจึงได้ชี้ไว้ว่า ความหมายของศรัทธา ย่อมหยั่งรู้ได้เฉพาะตัว อีกทั้งไม่ยึดติดอยู่กับรสชาติจากผลซึ่งตนปฏิบัติ หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวว่า เมื่อมีศรัทธาจากด้านหนึ่ง ควรมีการปล่อยวางอยู่ในใจตนเองร่วมด้วย หมายความว่า เมื่อได้รับสิ่งหนึ่งที่อาจส่งผลให้เกิดรสชาติย่อมมีเกราะคุ้มกันอยู่ในอีกด้านหนึ่งด้วย จึงจะช่วยให้วิถีชีวิตดำเนินไปอย่างอยู่รอดปลอดภัย ผู้เขียนกล่าวถึงเรื่องนี้มายาวนานพอสมควรแล้ว จึงใคร่ขออนุญาตยกตัวอย่างซึ่งตนประสบมากับชีวิตตนเอง ก่อนที่จะได้มีงานประชุมกล้วยไม้โลกมาจัดในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.2521 ซึ่งนับได้ว่าเป็นการประชุมระดับโลกครั้งแรกที่จัดขึ้นภายในประเทศนี้ ความจริงผู้เขียนไม่เคยคิดหวังในใจแม้แต่น้อยว่าจะทำงานเพื่อให้ได้สิ่งนี้มา แม้แต่ได้ทราบข่าวการประชุมกล้วยไม้โลกครั้งที่ 2 นครโฮโนลูลู หมู่เกาะฮาวายในปี พ.ศ.2500 ขณะนั้นตนยังเพิ่งเริ่มชีวิตการค้นคว้าวิจัยเรื่องกล้วยไม้อยู่ในสวนหลังบ้านขนาดเล็ก ๆ หลังจากได้รับทราบข่าวแล้วยังนึกว่า มันเป็นเรื่องใหญ่มากและสูงเกินไปสำหรับคนตัวเล็ก ๆ อย่างเราจะเอื้อมไปถึงได้ ตนจึงยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อสนองคุณแผ่นดินอย่างมีความสุขต่อมา โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่สะท้อนออกมาปรากฏแก่สังคมมีการพูดกันปากต่อปาก จนกระทั่งเงื่อนปมเล็ก ๆ ดังกล่าวมีกระแสที่กระจายออกไปถึงหูคนที่นั่นอย่างเป็นธรรมชาติ อนึ่ง ในช่วงนั้นการบริหารและจัดการที่เป็นทางการของไทยยังคงเห็นว่ากล้วยไม้เป็นเรื่องไร้สาระ โดยที่เข้าใจว่าหากใครนำมาปลูกน่าจะมีผลทำลายเศรษฐกิจของสังคม แต่ผู้เขียนต่อสู้กับใจตนเองมาตลอดโดยไม่รู้สึกน้อยอกน้อยใจ หรือนำจิตใจไปเกาะเกี่ยวกับสิ่งอื่น หากทำด้วยความมุ่งมั่นอย่างมีความสุข นอกจากนั้น ถ้ามีผู้ใดสนใจเข้ามาหาก็จะให้ทุกสิ่งทุกอย่างจากใจตนเอง แม้แต่ในด้านเทคโนโลยี ความรัก ความสนใจทำให้ดิ้นรนขวนขวาย แม้ไม่มีทุนรอนแต่ก็เก็บสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งสังคมเห็นว่าไร้ประโยชน์มาดัดแปลงจับโน่นต่อนี่ โดยไม่รู้สึกดูถูกสิ่งที่ตกหล่นอยู่บนพื้นดินแม้แต่ในกองขยะ จนกระทั่งใช้เป็นพื้นฐานของเทคโนโลยี ซึ่งนำมาร่วมพัฒนาโครงการกล้วยไม้ จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปกว้างขวางมากขึ้น ในปี พ.ศ.2506 นับเป็นปีแรกที่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาวายได้แสดงน้ำใจนำผู้เขียนขึ้นเวทีการประชุมกล้วยไม้โลกเป็นครั้งแรก อีกทั้งยังเข้าไปเป็นสมาชิกในคณะกรรมาธิการสายวิชาการ โดยไม่ได้คิดฝันอะไรมาก่อน จากนั้นมา การประชุมกล้วยไม้โลกซึ่งจัดขึ้นทุก 3 ปีโดยที่หมุนวนไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ซึ่งมีความพร้อมสืบต่อกันมา ผู้เขียนก็ได้เชิญมาเป็นวิทยากรและร่วมประชุมกรรมการในสายวิชาการมาตลอด นอกจากนั้นยังมีนิสัยที่ไม่นิ่งดูดาย หากมีกิจกรรมอะไรก็ตามที่พอจะช่วยได้ ก็แสดงน้ำใจเข้าไปช่วยทุกเรื่อง อยู่มาวันหนึ่งในปี พ.ศ.2510 ขณะที่ตนได้รับเชิญไปบรรยายในที่ประชุมต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกาติดต่อกันร่วม 35 มลรัฐ แทบจะตลอด 2 ฝั่งของประเทศ ค่ำวันหนึ่งขณะที่อยู่ในมลรัฐ ฟรอริด้า ประธานกรรมการกล้วยไม้โลกซึ่งเป็นสุภาพสตรีได้ขับรถมารับเพื่อไปบรรยายที่สมาคมแห่งรัฐฯ ระหว่างทาง เธอได้เอ่ยถามขึ้นว่า “ระพี ฉันเห็นเธอช่วยทำงานทุกสิ่งทุกอย่างมาตลอดเวลา เธอไม่คิดจะนำงานประชุมกล้วยไม้โลกไปจัดที่เมืองไทยบ้าง?” ผู้เขียนจึงย้อนถามเธอกลับไปว่า ท่านคิดว่าการที่ฉันมาทำงานให้ เพราะต้องการงานี้ไปจัดในประเทศไทยแค่นั้นหรือ? ผู้เขียนคิดว่าเธอคงเข้าใจความหมายที่ฉันตอบปฏิเสธถูกจุด แต่นั่นหาได้หมายความว่าเธอจะมีความรู้สึกเป็นอย่างอื่น นอกจากความศรัทธาที่เกิดขึ้นในใจ เนื่องจากเขาหยั่งรู้ได้ว่า ฉันพูดออกมาจากใจ โดยที่รู้ความจริงว่าบุคคลใดทุ่มเทให้กับงานด้วยความจริงใจ ย่อมมีความรักความอดทนและมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้งานเป็นผลสำเร็จได้ ทั้ง ๆ ที่ปีนั้นมีประเทศใหญ่ ๆ ในยุโรปส่งหนังสือเชิญเป็นทางการร่วมด้วยถึง 3 ประเทศและประเทศในเขตร้อนของทวีปอเมริกาอีก 1 ประเทศ แต่ปรากฏว่า ทุกประเทศถอนการเชิญเพื่อเปิดทางให้ประเทศไทย จากเรื่องราวที่เล่ามาแล้วทั้งหมดช่วยให้ประเทศไทยได้รับงานดังกล่าวมาอย่างภาคภูมิและสมศักดิ์ศรี ยิ่งกว่านั้นยังมีเรื่องราวต่อมาอีกว่า งานครั้งนั้นไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐบาลแม้แต่บาทเดียว หากได้น้ำใจจากธนาคารใหญ่ ๆ หลายแห่งร่วมทั้งหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน ทั้ง ๆ ที่มีประเทศซึ่งเข้าร่วมประชุมกว่า 55 ประเทศและมีผู้มาร่วมประชุมในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 3,000 คน อีกทั้งบางรายได้เข้าอยู่เมืองไทยก่อนและหลังการประชุมประมาณ 1 เดือน นอกจากนั้น กล่าวอย่างเชื่อมั่นได้ว่า คนที่สนใจกล้วยไม้จากทั่วโลกมีแทบทุกอาชีพที่เข้ามาใช้โอกาสติดต่อธุรกิจส่วนตัวในเรื่องสายตรงของเขาด้วย ร่วมทั้งผู้จัดการใหญ่ของบริษัท เชลล์ จากกรุงลอนดอน นอกจากนั้น หลังเสร็จงานแล้วยังมีเงินเหลือมอบให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไว้ใช้จ่ายเป็นทุนในงานวัยและส่งเสริมเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาวงการกล้วยไม้อีกก้อนหนึ่ง และแบ่งปันอีกส่วนหนึ่งไปบำรุงกองทุนกล้วยไม้ของโลกอีกส่วนหนึ่งด้วย ทั้ง ๆ ที่ช่วงเตรียมงานเราก็ไม่ได้ขอสนับสนุนจากกองทุนกล้วยไม้โลก ความจริงยังมีเรื่องที่อาจหยิบยกมาเป็นตัวอย่างเพื่อการศึกษาอีกมากมายหลายอย่าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ถ้ามีศรัทธาเป็นพื้นฐานการทำงานย่อมสามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจซึ่งเป็นปลายเหตุสุด ๆ โดยที่ทุกคนในชาติย่อมมีส่วนร่วมในการรับผลอย่างทั่วถึง สิ่งที่กล่าวมาแล้วไม่เฉพาะระดับชาติเท่านั้น แม้คนที่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ทุกรูปแบบ นับตั้งแต่ระดับครอบครัวขึ้นมาจนกระทั่งถึงหน่วยงานย่อยและหน่วยงานใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้เรามักนิยมใช้คำว่า ชุมชนเข้มแข็ง หากผู้นำซึ่งควรจะมีจิตวิญญาณอยู่ในทุกคน สานเหตุผลไปถึงผู้นำชุมชนขาดสิ่งที่กล่าวมาแล้วอยู่ในจิตวิญญาณ กลุ่มคนกลุ่มนั้นย่อมขาดความยั่งยืน หากใครนำคำนี้มากล่าวอ้างย่อมรู้เท่าทันได้ว่า เป็นการอ้างเพื่อหวังประโยชน์อย่างอื่นมากกว่า สรุปแล้ว คงต้องกล่าวให้ลึกลงไปถึงจุดที่เป็นรากเหง้าว่า หากบุคคลใดขาดความศรัทธาที่ควรมีต่อความจริงซึ่งอยู่ในใจตนเอง ย่อมหวังได้ยากว่าจะเกิดความรู้ความเข้าใจ และให้ความซาบซึ้งต่อความรู้สึกศรัทธาอันควรได้รับจากใจเพื่อนมนุษย์และสรรพชีวิตทั้งหลายที่อยู่ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ซึ่งตนมีโอกาสสัมผัสในการดำเนินชีวิตประจำวัน นี่คือ “เรื่องเล่า” ที่ทรงพลัง พันธุกรรมของแม่อาจมีส่วนทำให้ลูกชายเป็นเกย์ได้ จากการศึกษาพบว่า การจัดเรียงตัวของยีนของแม่อาจมีผลต่อการเบี่ยงเบนทางเพศของลูกชายได้ การค้นพบนี้ได้รายงานรายละเอียดในวารสาร Human Genetics ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่ามีการโต้เถียงกันมาเป็นระยะเวลานานเกี่ยวกับเรื่องนี้ เชื่อว่ายีนที่ทำให้เป็นเกย์ หรือ "gay genes" นั้นมีอยู่จริง นักวิจัยได้ตรวจสอบปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "X chromosome inactivation" (การยับยั้งการทำงานของโครโมโซม X) ในแม่ 97 คน ที่มีลูกชายเป็นเกย์ และแม่ 103 คนที่ลูกชายไม่ได้เป็นเกย์ โครโมโซมเป็นเหมือนโมเลกุลที่ประกอบไปด้วยข้อมูลพันธุกรรม มนุษย์ประกอบไปด้วยโครโมโซม 23 คู่ ประกอบด้วย X และ Y โครโมโซม ผู้หญิงมี 2 โครโมโซม X และไม่มีโครโมโซม Y ส่วนผู้ชายมีโครโมโซม X และ Y อย่างละหนึ่งอัน แม้ว่าผู้หญิงมี 2 โครโมโซม X ก็มีเพียงอันเดียวที่ทำงานได้เพราะโครโมโซม X อีกอันได้ถูกยับยั้งการทำงานด้วยกระบวนการที่เรียกว่า "methylation" Sven Bocklandt ผู้นำการศึกษาเรื่องนี้ จาก University of California, ลอสเองเจอลิส อธิบายว่า มันเหมือนกับโครโมโซมถูกห่อในลูกบอล และไม่ได้ใช้ ยกเว้นเพียงบางยีนเท่านั้น ถ้าหนึ่งในโครโมโซม X ของผู้หญิงไม่ได้ถูกระงับการใช้ไป มันจะมีวัตถุทางพันธุกรรมมากเกินไป ซึ่งทำให้เกิดอันตรายจากที่มีโปรตีนมากเกินไป โรคดาวน์ซินโดรมเป็นตัวอย่าง ซึ่งเป็นผลมาจากการมีโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา ตามปกติแล้ว การที่โครโมโซม X จะถูกยับยั้งการทำงานโดยสุ่ม ครึ่งหนึ่งของเซลล์ในร่างกายของผู้หญิงจะมีโครโมโซม X 1 อันที่ถูกยับยั้งการทำงาน ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งของเซลล์ โครโมโซมอีกอันหนึ่งจะถูกยับยั้งการทำงาน อย่างไรก็ตาม เมื่อนักวิจัยได้ทดสอบเซลล์จากแม่ 42 คนที่มีลูกชายอย่างน้อย 2 คนเป็นเกย์ พวกเขาพบว่าประมาณหนึ่งในสี่ของผู้หญิงในกลุ่มนี้มีอะไรบางอย่างที่แตกต่างไป Bocklandt กล่าวว่า ทุกๆ เซลล์ที่ถูกตรวจสอบในผู้หญิงเหล่านี้มีการยับยั้งการทำงานของโครโมโซม X ตัวเดียวกัน ซึ่งเป็นอะไรที่ผิดปกติมาก ในทางตรงกันข้าม มีเพียง 4% ของแม่ที่ไม่มีลูกชายเป็นเกย์ และ 13% ของแม่ที่มีลูกชายเป็นเกย์เพียงคนเดียว ที่มีความผิดปกติที่พบนี้ Bocklandt คิดว่า ในเรื่องนี้บอกเราว่า โครโมโซม X ของแม่มีอิทธิพลบางส่วนต่อการที่พวกเธอจะมีลูกชายเป็นเกย์หรือไม่ Bocklandt กล่าวว่า เราคิดว่ามีหนึ่งยีนหรือมากกว่าบนโครโมโซม X ที่มีผลต่อการเบี่ยงเบนทางเพศของลูกชายของแม่เหล่านี้ พอๆ กับผลของมันบนเซลล์ที่เรากำลังตรวจสอบอยู่ Bocklandt ยังได้รวบรวมการศึกษาก่อนหน้านี้ โดยสนใจที่จีโนมมนุษย์ทั้งหมดของผู้ชายที่มีพี่น้องเป็นเกย์ สองคนหรือมากกว่า นักวิจัยพบวี่ความเหมือนของ DNA บนโครโมโซมสามคู่ คือ 7, 8 และ 10 ซึ่งถูกแบ่งไปประมาณ 60% ของพี่น้องที่เป็นเกย์ในการศึกษานี้ จากการศึกษายังพบว่า แม่มีบทบาทยิ่งใหญ่ในการเบี่ยงเบนทางเพศของลูกชาย ส่วนของโครโมโซมคู่ที่ 10 มีความสัมพันธ์กับการเป็นโฮโมเซ็กชวล เพียงเฉพาะที่มันถ่ายทอดจากมารดาเท่านั้น ผลการศึกษาจากทั้งสองงานพบว่ามีปัจจัยทางพันธุกรรมหลายอย่างที่มีส่วนในการกำหนดการเบี่ยงเบนทางเพศเฉพาะบุคคล และมันอาจจะแปรผันตามแต่ละบุคคล Bocklandt กล่าวว่า เราคิดว่าเกย์บางคนเป็นเกย์โครโมโซม X และบางคนเป็นเกย์จากโครโมโซมคู่ที่ 7 หรือคู่ที่ 10 หรืออาจทั้งสอง ขณะนี้นักวิจัยส่วนมากคิดว่าไม่มียีนใดที่ควบคุมว่าคนนั้นจะเป็นโฮโมเซ็กชวลหรือไม่ มันอาจเป็นอิทธิพลของยีนหลายๆ ยีน ร่วมกับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งในที่สุดก็จะเป็นตัวกำหนดให้คนเป็นเกย์ การทำวิจัยถึงเรื่องพันธุกรรมของการเบี่ยงเบนทางเพศนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน ผู้นำทางศาสนาเชื่อว่าการเบี่ยงเบนทางเพศเป็นเรื่องหนึ่งที่จะถกเถียงกันว่างานวิจัยนี้พยายามที่จะทำให้พวกโฮโมเซกชวลเป็นอะไรที่ถูกต้องทางกฎหมาย ซึ่งคนอื่นยังกังวลว่ารายละเอียดทางความรู้ทางด้านพันธุกรรมในเรื่องโฮโมเซ็กชวลนี้จะเปิดประตูสู่วิศวะพันธุกรรมเพื่อใช้ในการป้องกันการเกิดเกย์ขึ้น แต่ Bocklandt ไม่คิดว่าความเกี่ยวข้องนี้จะช่วยปกป้องนักวิทยาศาสตร์จากคำถามพื้นฐานในเรื่องของโฮโมเซ็กชวลได้ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องพันธุกรรมหรือไม่ Bocklandt กล่าวว่าเขาไม่มีข้อสงสัยว่าในบางจุดเราสามารถที่จะจัดการทุกอย่างของบุคลิกและลักษณะทางกายภาพ เขาคิดว่าไม่ว่าเวลาไหนถ้าเราสามารถเปลี่ยนแปลงความเบี่ยงเบนทางเพศได้ เราก็จะสามารถทำมันในเรื่องของความฉลาดหรือความสามารถทางดนตรีหรือแม้กระทั่งลักษณะการแสดงออกทางกายภาพ แค่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเรื่องเหล่านี้ไม่อนุญาตให้เกิดขึ้น มันเป็นอะไรที่สังคมจะต้องตัดสิน มันไม่ใช่ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ที่มา http://www.livescience.com/humanbiology/060224_gay_genes.html April 10 Messenger Plus! 3.62.146
April 04 บรรพชนต้นตระกูลอิสราเอล (ก.ค.ศ. 2000 -1500)
บรรพชนต้นตระกูลอิสราเอลมีใครบ้าง หลักข้อเชื่อโบราณของอิสราเอลเริ่มต้นว่า "บิดาของข้าพระองค์เป็นชาวอารัมผู้หลงทางท่องเที่ยวไป" (ฉธบ. 26:5) เห็นได้ชัดว่าชาวฮีบรูเชื่อว่าชาติของตนสืบเชื้อสายมาจากชาวอารัมชนเผ่าโบราณมากเผ่าหนึ่ง
April 03 กษัตริย์ ผู้เผยพระวจนะ และปุโรหิตสมัยที่อิสราเอลเป็นราชอาณาจักรเดียวกันอยู่นั้น ศาสนาได้รับการจัดตั้งอย่างดี มีผู้นำสามพวกเป็นเสาหลักในการปกครองประเทศคือ กษัตริย์ ผู้เผยพระวจนะ และปุโรหิต
April 02 อากาศเย็นเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
April 01 คานาอัน..แผ่นดินพระสัญญา"ดังนั้นแหละ พระเจ้าประทานแผ่นดินทั้งสิ้นแก่คนอิสราเอล ดังที่พระองค์ทรงปฏิญาณว่าจะให้แก่บรรพบุรุษของเขา" (โยชูวา 21.43 ) ในบทนี้เราจะศึกษาว่าพวกอิสราเอลเข้าไปตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์ได้อย่างไร ข้อมูลส่วนใหญ่อยู่ในพระธรรมโยชูวาและผู้วินิจฉัย คนสมัยโบราณเรียกปาเลสไตน์ว่าแผ่นดินคานาอัน พวกอิสราเอลเรียกประชาชนที่อาศัยอยู่ที่นั่นก่อนที่ตนจะเข้าไปตั้งหลักแหล่งว่า "ชาวคานาอัน" และ "ชาวอาโมไรต์" ในแผ่นดินคานาอันมีชนหลายชาติอาศัยอยู่ที่นั่นมานานแล้ว(โยชูวา 3.10 ) ประชาชนในแผ่นดินนี้มีอารยธรรมสูงมาก เมืองต่างๆ สร้างขึ้นอย่างดี ทุกเมืองมีเจ้าเมืองปกครองและมีพื้นที่เกษตรกรรมขนาดย่อมอยู่ใกล้เคียง มีการติดต่อค้าขายกับ อียิปต์ เมโสโปเตเมีย และกรีก ชาวคานาอันเป็นพวกแรกที่ประดิษฐ์ตัวอักษรที่ใช้เขียนบนที่ราบแบนได้ ก่อนหน้านั้นถ้าจะเขียนถึงอะไรก็ต้องเขียนรูปภาพของสิ่งนั้น ชาวคานาอันมีพระสูงสุดองค์หนึ่งเรียกว่า "เอล" แต่ส่วนใหญ่จะนมัสการพระบาอัล การนมัสการของชาวคานาอันกระทำกันในรูปแบบการใช้ความรุนแรงทางเพศ โดยเชื่อว่าการกระทำเช่นนั้นจะทำให้ไร่ นา ฝูงสัตว์และครอบครัวของตนเกิดผลและมีลูกดก ก่อน ก.ค.ศ. 1250 อียิปต์ครอบครองคานาอันบ่อยครั้ง ฟาโรห์หลายองค์ปราบปรามเจ้าเมืองต่างๆ ของคานาอันลงเป็นข้าทาสบริวารและบังคับให้ส่งส่วย โดยพระองค์ส่งกองทัพไปคุ้มครองเป็นการตอบแทน ยามใดที่อียิปต์อ่อนกำลังลง บรรดาเจ้าเมืองก็เดือดร้อน บ่อยครั้งพวกเขาไม่สามารถรักษาอำนาจของตนไว้ได้ มักถูกเจ้าเมืองหรือชนกลุ่มใหม่ที่ต้องการเข้ามาตั้งหลักแหล่งในคานาอันบุกโจมตี ตอนที่อิสราเอลเข้าไปตั้งหลักแหล่งในคานาอันก็เป็นช่วงที่อียิปต์หมดอำนาจ ฟาโรห์เมอร์เนปทาห์แห่งอียิปต์พยายามเข้าควบคุมปาเลสไตน์อีกครั้ง แต่ก็ถูกชาวทะเลศัตรูกลุ่มใหม่บุกเข้าโจมตี ชาวทะเลที่ว่านี้มีพวกฟิลิสเตียรวมอยู่ด้วย อียิปต์พบว่ายากที่ตนจะป้องกันประเทศให้พ้นจากการรุกรานของชาวทะเล จึงยอมให้เข้าไปตั้งหลักแหล่งในคานาอัน พวกฟิลิสเตียได้สร้างเมืองขึ้นมา 5 เมือง คือ กาซา อัชเคโลน อัชโดด เอโครน และกัท เพราะอียิปต์อ่อนกำลังลงทำให้ปาเลสไตน์วุ่นวาย บรรดาผู้บุกรุกกลุ่มใหม่เข้ามายึดครองเมืองต่างๆ และสร้างขึ้นใหม่อีกหลายเมือง บริเวณที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดคือบริเวณที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลและที่ราบเอสเดรอีโลน บริเวณนอกปาเลสไตน์ก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วย ชาวเอโดมและชาวโมอับได้สถาปนาราชอาณาจักรของตนขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้และทิศตะวันออกของทะเลตาย บริเวณทะเลทรายก็มีเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์อาศัยอยู่ เช่น พวกมีเดียนและอามาเลข ในระยะนั้นไม่มีประเทศใดในเมโสโปเตเมียเข้มแข็งพอที่จะมีอิทธิพลอยู่ได้นาน
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|