★KorKai™ 的个人资料★KorKai™ U★lsนัส照片日志列表更多 工具 帮助
12月26日

Multi Role และ Swing Role

 

เครื่องบินในสมัยก่อนนั้นทำภารกิจได้เพียงอย่างเดียว แต่พอโลกเปลี่ยนไป ทำให้บางภารกจิเครื่องบินที่ทำได้ภารกิจเดียวไม่สามารถตอบสนองต่อเป้าหมายและภัยคุกความได้ เครื่องบินรุ่นต่อมาจึงมีคุณสมบัติ Multi Role คือสามารถทำภารกิจได้หลากหลายทั้งขับไล่ โจมตี ลาดตระเวน กดดันระบบป้องกันภายทางอากาศของข้าศึก และล่าสุด เครื่องบินสมัยใหม่ยังต้อมีคุณสมบัติ Swing Role นั้นคือเครื่องบินสามารถปรับเปลี่ยนภารกิจได้ในระหว่างปฏิบัติการกิจหนึ่ง ๆ นั้นก็คือเครื่องอาจจะเปลี่ยนจากภารกิจจมตีสนับสนุนกองกำลังภาคพื้นดินมาเป็นภารกิรขับไล่ทั้ง ๆ ที่ยังบินอยู่ในภารกิจเดิม เครื่องบินที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ก็เช่น Eurofighter Typhoon, JAS-39 Gripen, F-22, Rafale เป็นต้น

 

Boom ระบบการเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ

 

  ระบบการเติมแบบนี้จะมีท่อยาว ๆ ยื่นออกมาจากบ. Tanker และจะฉีดเชื้อเพลิงเข้าไปในท่อรับด้านหลังเครื่องที่เรียกว่า Receptacle โดยจะมีเจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ด้านหนังเครื่อง Tanke คอยควบคุมการเข้าออกของเครื่องบินที่จะรับการเติมน้ำมัน การจ่ายน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งระบบนี้เป็นมาตราฐานหลักของกองทัพอากาศสหรัฐ ข้อดีของระบบนี้คือสามารถถ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่อากาศยานเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วคือประมาณ 1000 แกลลอนต่อนาทีในเครื่อง KC-135 นอกจากความเร็วแล้ว ประโยฃน์อีกอย่างนึงก็คือเครื่องบินไม่จำเป็นต้องบินเข้าใกล้และรักษาระดับและความเร็วให้เท่ากันเป็นเวลานาน ทำให้มีความปลอดภัย แต่ข้อเสียคือระบบมีราคาแพงมากและสามารถเติมเฃื้อเพลิงให้กับอากาศยานได้ทีละลำเท่านั้น

 

9月23日

Commando Stingray (ประจำการ พ.ศ. 2532)

 

 

             เราคงจะไปหา Stingray ที่ประเทศอื่นไม่ได้ เพราะรถถังชนิดนี้มีประจำการที่ประเทศเราประเทศเดียว (แม้แต่อเมริกาผู้ผลิตก็ไม่ได้ประจำการ) เพราะบริษัทผู้ผลิตประสบความสำเร็จในการขายให้เราแค่ประเทศเดียว 100 กว่าคันนิด ๆ

Stingray ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 105 mm. พร้อมด้วยระบบเล็ง
เป้าด้วยเลเซอร์ ระบบ stabilizer และอีกหลายอย่าง วิธีสังเกต Stingray ได้ง่าย ๆ ก็คือดูตรงป้อมปืนที่เป็น เอกลักษณ์ของมันนั่นแหละ
 
     ที่มา : หว้ากอ [[หว้า...(ชี)กอ]]
 
  
7月14日

สงครามเวียดนาม

เวียดนาม เป็นประเทศหนึ่งในเอเซียอาคเนย์ที่มีอาณาเขตติดต่อกับจีน   และได้รับอิทธิพลจากจีนมากที่สุด ทั้งนี้  เพราะจีนเคยครอบครองเวียดนามเป็นเมืองขึ้นมาเป็นเวลานาน  มากกว่าหนึ่งพันปี จนกระทั่งถึงช่วงที่ฝรั่งเศสเข้ามามีอิทธิพลแทนจีน (ระหว่าง พ.ศ.๒๔๐๕-๒๔๙๗) ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๓  ฝรั่งเศสปราชัยแก่กองทัพเยอรมันนาซีในยุโรป  ญี่ปุ่นถือโอกาสเคลื่อนกำลังเข้าครอบครองแหลมอินโดจีนไว้ทั้งหมด ครั้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง ญี่ปุ่นพ่ายแพ้แก่กองทัพพันธมิตร เวียดนามได้ประกาศที่จะต่อสู้กับฝรั่งเศสอย่างเปิดเผย  เพื่อให้เวียดนามหลุดพ้นจากสภาพการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส   และมี เอกราชเป็นของตนเอง ได้มีการสู้รบกันอย่างหนักเป็นเวลาถึง ๘ ปี จนกระทั่งกองกำลังเวียดมินห์ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม สามารถโจมตีป้อม

ปราการสำคัญของฝรั่งเศส ที่เดียนเบียนฟูแตกลง ในวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ฝรั่งเศสยอมรับความปราชัยและต้องการสงบศึก จึงได้มีการลงนามในอนุสัญญาเจนีวา พ.ศ. ๒๔๙๗ (Convention of Geneva, 1954)   ที่นครเจนีวา  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งมีผลทำให้เวียดนามถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนคือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ โดยยึดเส้นขนานที่ ๑๗ องศาเหนือเป็นเส้นแบ่งเขต</เวียดนามเหนือ&NBSP;  พยายามที่จะรวม
 เวียดนามทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน จึงส่งกำลังแทรกซึมเข้าไปในเวียดนามใต้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่  พ.ศ. ๒๔๙๘  โดยแฝงเข้าไปในลักษณะผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ จากนั้นได้ปฏิบัติการรุกราน   ด้วยอาวุธและกำลังทหารอย่างรุนแรง   ตลอดจนโฆษณาชวนเชื่อโจมตี

รัฐบาล เวียดนามใต้ ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี ประกอบกับการดำเนินนโยบายด้านการบริหารประเทศของรัฐบาลเวียดนามใต้ประสบความล้มเหลว จึงได้ร้องขอความช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจจากมิตรประเทศฝ่ายโลกเสรี

           ภายหลังจากที่รัฐบาลไทย ได้รับหนังสือขอความช่วยเหลือ ด้านเศรษฐกิจและการทหาร  จากสาธารณรัฐเวียดนาม  (เวียดนามใต้) คณะรัฐมนตรีได้ลงมติรับหลักการให้ความช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐเวียดนาม  เมื่อวันที่  ๒๑ กรกฎาคม  พ.ศ. ๒๕๐๗  ในระยะแรก  ได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือเฉพาะด้านการฝึกนักบินไอพ่นแก่สาธารณรัฐเวียดนาม  โดยมอบให้กองทัพอากาศจัดกำลังพลชุดแรกส่งไป  เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๗  ต่อมาจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่นักบินและช่างไปช่วยเหลือ ปฏิบัติการในลักษณะหน่วยบินลำเลียงกำลังส่วนนี้ใช้ชื่อว่าหน่วยบินลำเลียง ทหารอากาศไทยในสาธารณรัฐเวียดนามหรือหน่วยบินวิคตอรี่ (VICTORY)  
         

 
พ.ศ. ๒๕๐๘ สาธารณรัฐเวียดนามตกอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมที่สุด  รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจึงตกลงใจส่งกำลังทหารเข้าปฏิบัติการ    พร้อมกับกำลังพันธมิตรอีก ๗  ประเทศ คือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สเปน ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ สาธารณรัฐประชาชนจีน  และไทย สงครามเวียดนาม จึงได้เริ่มขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
         
 วันที่  ๒๖  สิงหาคม  พ.ศ. ๒๕๐๙   รัฐบาลสาธารณรัฐเวียดนาม  ได้ขอรับความ ช่วยเหลือทางทหารจากรัฐบาลไทยเพิ่มเติม   ซึ่งรัฐบาลไทยในขณะนั้นพิจารณาเห็นว่า  ประเทศไทยจำเป็นต้องส่งทหารร่วมรบกับฝ่ายโลกเสรี   ในระยะนี้กองทัพเรือได้เริ่มส่ง  กำลังทางเรือไปช่วยเหลือในการปฏิบัติการลำเลียง และเฝ้าตรวจตามชายฝั่งเพื่อป้องกัน  การแทรกซึมทางทะเลให้แก่สาธารณรัฐเวียดนาม  ตั้งแต่วันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๙  กำลังทางเรือนี้มีชื่อว่า หน่วยเรือซีฮอร์ส (SEA HORSE)

 

 

7月10日

เรือประจัญบาน (Battleship อักษรย่อ BB)

เป็นเรือรบขนาดใหญ่ ทรงอานุภาพสูง โดยเฉพาะ ติดตั้งปืนเรือขนาดใหญ่ การติดเกราะกันกระสุน ตอร์ปิโด ตามจุดต่างๆ ปัจจุบันเรือประจัญบานไม่มีการสร้างอีกแล้ว กล่าวได้ว่า หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง บทบาทของเรือประจัญบานแทบจะหมดไปด้วย โดยเรือบรรทุกเครื่องบินมีบทบาทขึ้นมาแทนที่

เรือประจัญบานชุดสุดท้ายของโลก (The Last Battleship) คือ เรือชั้นไอโอว่า ของสหรัฐอเมริกา หลังการรบครั้งสุดท้ายของเรือชั้นไอโอว่าในสงครามอ่าวเปอร์เชียร์ เรือชั้นนี้ถูกปลดระวางประจำการ ไม่นานนี้ได้ข่าวว่าสหรัฐจะนำเรือชั้นไอโอว่ามาปรับปรุงใหม่ แต่ก็ยังไม่ออกมาเป็นรูปธรรมชัดเจน

 
เรือประจัญบาน (Battleship อักษรย่อ BB)

คำว่า battleship มาจากคำว่า ไลน์ ออฟ battle ship หรือ ship ออฟ เดอะ line ในยุคแรกเรือประจัญบานไม่ว่าจะเป็นไม้หรือโลหะนับว่าเป็นเรือรบที่มีขีดความสามารถสูงสุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยสร้างกันมา การพัฒนาเครื่องบินทำให้เกิดเรือบรรทุกเครื่องบิน ซึ่งในสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแทนที่เรือประจัญบาน โดยเป็นเรือหลักของกองทัพเรือ เรือประจัญบานที่ใหญ่ที่สุดได้แก่ เรือ ยามาโต ของญี่ปุ่นซึ่งมีขนาด 80,000 ตัน ในปัจจุบันเรือประจัญบานที่มีอยู่และขึ้นระวางใหม่หลังจากเป็นกองเรือสำรอง มีเพียงเรือชั้น ไอโอวา 4 ลำขนาด 65,000 ตัน (มีปืนขนาด 16 นิ้ว 9 กระบอก ทำความเร็วได้ 30 นอตของสหรัฐอเมริกา) เรือมิสซูรี่ ใช้เป็นสถานที่ในการลงนามในสัญญาที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เหลือได้แก่ เรือ ไอโอวา เรือ นิวเจอซี่ และ เรือ วิสคอนซิน อักษรย่อภาษาอังกฤษของเรือ คือ BB

หมายเหตุ: เรือประจัญบานและเรืออื่นๆ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อนุรักษ์ไว้ที่อุทยานอนุสรณ์สถานแห่งรัฐ ประเทศสหรัฐอเมริกา
 
ข้อมูลทั้งหมดรวบรวมมาจาก พจนานุกรมศัพท์ทหารเรือ ฉบับโรงเรียนนายเรือ พ.ศ. 2544

ภาพประกอบ: เรือประจัญบานบิสมาร์ค (Bismark) ที่มีชื่อเสียง ของเยอรมัน ในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2

ภาพ เรือประจัญบาน USS Iowa ยิงปืนเรือ
 

 

เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (Offshore Patrol Vessel อักษรย่อ OPV)

เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (ใช้อักษรย่อ OPV)

คือ เรือรบขนาดเล็กที่ออกแบบสำหรับใช้ปฏิบัติภารกิจในยามสงบ ในทะเลลึกที่ไกลฝั่งออกไป โดยออกแบบให้ติดตั้งอุปกรณ์ให้เพียงพอต่อการปฏิบัติกิจของหน่วยยามฝั่งและสามารถใช้เป็นกำลังเสริมให้กับเรือรบหลักได้ในยามสงคราม ตามประวัติได้มีการนำมาใช้งานในราชนาวีอังกฤษตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1960

ปัจจุบันทุกประเทศต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และการปกป้องคุ้มครองรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่ห่างออกไปถึง 200 ไมล์ทะเล ทำให้กองทัพเรือต่างๆทั่วโลกหันมาพัฒนาเรือรบแบบใหม่ สำหรับใช้ในการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเล ที่เรียกว่า เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งซึ่งสามารถทำการลาดตระเวนในน่านน้ำเขตเศรษฐกิจจำเพาะได้เป็นเวลานานและด้วยภารกิจที่ต้องอยู่ในทะเลเป็นเวลานานๆ นี้เอง ทำให้เรือประเภทนี้ ต้องมีขนาดที่ใหญ่เพียงพอ โดยปกติแล้วจะมีขนาดระวางขับน้ำมากกว่า 700 ตันขึ้นไป เพื่อให้มีคุณลักษณะทางด้านระยะปฏิบัติการ และความคงทนทะเลเพียงพอต่อการลาดตระเวนในเขตทะเลลึกที่ห่างไกลจากชายฝั่งมากขึ้น

ทั้งนี้กองทัพเรือใดที่มีพื้นที่ปฏิบัติงานในเขตแลตติจูดสูงๆ (ทั้งเหนือและใต้เส้นศูนย์สูตร) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสูงคลื่นมากกว่าที่อื่น ยิ่งต้องการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นไปอีก ดังเช่น ประเทศอินเดีย มีพื้นที่ปฏิบัติการในทะเลที่มีคลื่นลมจัดมาก เรือ OPV ของอินเดีย จึงมีขนาดใหญ่ระวางขับน้ำมากกว่า 2,000 ตัน เป็นต้น

เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งมักจะเป็นเรือที่สร้างขึ้นโดยใช้มาตรฐานของพลเรือน (Commercial Standard) และมีความเร็วต่ำกว่าเรือคอร์เวต และเรือฟริเกต (โดยทั่วไปมีความเร็วประมาณ 20 นอต) อย่างไรก็ตาม ประเทศส่วนใหญ่จะสร้างเรือ OPV โดยให้มีการคำนวณน้ำหนักและเนื้อที่เผื่อไว้สำหรับการติดตั้งอาวุธเพิ่มเติมในอนาคต เรือ OPV เหล่านี้มักจะสร้างให้มีตัวเรือและระบบรองรับการกระเทือนตามมาตรฐานของกองทัพเรือด้วย ตามปกติเรือ OPV จะติดตั้งอาวุธขนาดเบา หรือปืนเรือขนาดกลาง (Medium-sized Gun) แต่ก็มีบางครั้งในยามสงครามอาจติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถี พื้น-สู่-พื้น หรืออาวุธปราบเรือดำน้ำเพิ่มเติมได้ เรือ OPV รุ่นใหม่ๆ ที่มีการสร้างกันปัจจุบันมักติดตั้งดาดฟ้าเฮลิคอปเตอร์ และโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการลาดตระเวน ด้วยความหมายของเรือ OPV ตามที่กล่าวไปแล้ว ทำให้มองเห็นได้ว่าการออกแบบตัวเรือสำหรับเรือ คอร์เวตและเรือ OPV นั้นไม่มีอะไรแตกต่างกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันจะเป็นเรื่องระบบขับเคลื่อน และการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อใช้งาน เรือ OPV มีความเร็วที่ต่ำกว่า อาวุธน้อยกว่า มีเนื้อที่สำหรับเก็บเสบียงและการใช้สอยที่สะดวกสบายกว่า ทำให้มีระยะปฏิบัติการไกลและอยู่ในทะเลได้นานขึ้น

ข้อมูลจากเว็บไซด์กองทัพเรือคะ

ภาพเรือ OPV ในเว็บไซด์โครงการต่อเรือ OPV ของกองทัพเรือ ตอนนี้เรือ OPV ของไทย ทั้ง 2 ลำ - ร.ล. ปัตตานี และ ร.ล. นราธิวาส ต่อเกือบเสร็จแล้ว
 

เรือฟริเกต (Frigate อักษรย่อ FF)

ในสมัยเรือใบ เรือที่ติดใบเต็มอัตราสามเสา ติดปืนเรือไว้ที่ดาดฟ้าปืนซึ่งมีอยู่เพียงชั้นเดียว กับที่ดาดฟ้าหัวเรือ และที่ดาดฟ้ายกท้ายเรือ หรือที่ดาดฟ้าทางเดิน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของดาดฟ้าเปิด เมื่อเป็นเช่นนี้จึงหมายถึงว่ามีดาดฟ้าปืน 2 ดาดฟ้า เป็นเรือที่เร็วและ คล่องตัว เมื่อเทียบกับเรือลาดตระเวนในสมัยต่อมา ราชนาวีอังกฤษใช้เรือฟริเกตเป็นเรือช่วยรบ ทำหน้าที่ลาดตระเวน ส่งสัญญาณ เป็นต้น กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาออกแบบและใช้เรือชนิดนี้เป็นเรือโจมตี ซึ่งสามารถเอาชนะเรือที่เร็วพอกันได้ ในกองทัพเรือสมัยใหม่เรือฟริเกตเล็กและช้ากว่าเรือพิฆาต ใช้เป็นเรือคุ้มกันเรือที่สำคัญน้อยกว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน ในช่วงระยะหนึ่งมีแต่กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่กำหนดให้เรือฟริเกตเป็นเรือพิฆาตขนาดใหญ่ เรียกว่าเรือคุ้มกันเรือพิฆาต (destroyer leader) เพื่อให้รับรู้กันว่าเรือฟริเกตยุคเริ่มแรกอยู่ ณ จุดใดในประวัติศาสตร์ แต่ปัจจุบันนี้กลับไปปฏิบัติเหมือนกองทัพเรือของชาติอื่นๆแล้ว ในขณะเดียวกันเรือพิฆาตขนาดใหญ่ก็ถูกเรียกใหม่ว่า เรือลาดตระเวน ดู deck(er), double-banked frigate, razee

เรือฟริเกตสมัยใหม่ (Modern Frigate)

เรือฟริเกต (frigate) ที่สร้างกันในปัจจุบันระวางขับน้ำอยู่ในช่วงประมาณ 2000-4000 ตัน อาจจะมีโรงเก็บและลานจอดเฮลิคอปเตอร์ทั้งสองอย่าง หรือมีเฉพาะลานจอดเฮลิคอปเตอร์อย่างเดียวก็ได้ (ต่างจากเรือพิฆาตส่วนใหญ่ ที่จะมีทั้งสองอย่าง) สำหรับภารกิจของกองทัพเรือ ขนาดใหญ่/ปานกลาง เช่น ภารกิจของเรือฟริเกตของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตก จะหนักไปในด้านการปราบเรือดำน้ำ (anti-submarine warfare) ซึ่งเป็นผลมาจากสงครามเย็น เช่น เรือฟริเกตชั้น Knox, Oliver Hazard Perry ของอเมริกา หรือเรือฟริเกต Type22 Batch1,2 ของราชนาวีอังกฤษ แต่ในปัจจุบันเรือฟริเกตของกองทัพเรือภาคพื้นยุโรปจะเน้นมาใน 2 แนวทาง คือ ภารกิจอเนกประสงค์ (เช่น เรือฟริเกต Type22 Batch3 หรือ Type23 ของอังกฤษ) หรือใช้สำหรับต่อสู้อากาศยาน (anti-aircraft warfare) เช่น เรือฟริเกต F100 ของประเทศสเปน แต่สำหรับกองทัพเรืออเมริกาจะมีแนวความคิดเกี่ยวกับภารกิจอเนกประสงค์ที่ต่างไป จึงต่อเรือแบบใหม่สำหรับใช้ในภารกิจดังกล่าว คือ เรือแอลซีเอส (LCS - littoral combat ship) เพื่อใช้ในการทำสงครามชายฝั่ง (littoral warfare) ส่วนกองทัพเรือประเทศที่ไม่มีงบประมาณทางทหารมากนัก จะใช้เรือฟริเกตเป็นเรือรบหลัก และมักจะใช้เรือฟริเกตในภารกิจอเนกประสงค์ด้วย เพราะ เป็นเรือเพียงแบบเดียวที่ใหญ่พอจะปฏิบัติการในเขตน้ำลึกได้ดี และมักจะมีเรือฟริเกตที่เล็กกว่าติดอาวุธน้อยกว่า คือ เรือฟริเกตตรวจการณ์ (patrol frigate) ใช้ในภารกิจต่อต้านเรือผิวน้ำเป็นหลัก ซึ่งเรือชนิดนี้จะติดอาวุธสำหรับปราบเรือดำน้ำ/ต่อสู้อากาศยานด้วย แต่ไม่มากนัก และมักไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเฮลิคอปเตอร์ เช่นดาดฟ้าเฮลิคอปเตอร์ เป็นต้น

เรือคอร์เวต (Corvette)

คือ เรือตรวจการณ์การรบขนาดเล็ก ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเรือฟริเกต (frigate) เรือคอร์เวตในปัจจุบันจะมีระวางขับน้ำอยู่ระหว่างประมาณ 1000-2000 ตัน ใช้ในภารกิจอเนกประสงค์คล้ายกับเรือฟริเกต (frigate) แต่ระยะเวลาและพิสัยในการปฏิบัติการสั้นกว่าเรือฟริเกต เนื่องจากขนาดเรือเล็กกว่า เสบียงและอาวุธสำรองก็ขนไปได้น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม โดยมากเรือคอร์เวต มักจะถูกใช้ในภารกิจตรวจการณ์ (patrol) มากกว่าในภารกิจอื่น ปัจจุบันนิยมให้มีลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์บนเรือด้วย แต่เรือที่มีลานจอดและโรงเก็บดังกล่าวจะต้องมีขนาดใหญ่กว่า 1,000 ตัน ถึงจะสามารถรองรับเฮลิคอปเตอร์ได้ และราคาของเรือคอร์เวตชนิดนี้ก็จะสูงขึ้นอีกมากด้วย ดู sloop-of-war


เรือคอร์เวต ชั้นลักษมาณะ (Laksamana) ของประเทศมาเลเซีย

เรือพิฆาตคุ้มกัน (destroyer escort อักษรย่อ DE)


เรือพิฆาตคุ้มกัน (destroyer escort อักษรย่อ DE)

คือ เรือคุ้มกันทางทะเลซึ่งพัฒนาขึ้นในช่วงสงคราม โลกครั้งที่ 2 โดยให้เป็นเรือคุ้มกันเรือพาณิชย์เป็นภารกิจหลัก แต่มีลักษณะเฉพาะบางประการของเรือพิฆาต นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เรือชนิดนี้ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงภารกิจและแบบมาบ้างแล้วและเป็นที่รู้จักกันในนามเรือฟริเกต เป็นเรือ เดินสมุทรอเนกประสงค์ ขนาดเล็ก ประมาณ 4,000 ตัน ใบจักรเดียว ความเร็วปานกลาง มีสมรรถนะในการสงครามปราบเรือดำน้ำและต่อสู้อากาศยาน

เรือพิฆาต (Destroyer อักษรย่อ DD)

เดิมหมายถึงเรือพิฆาตขนาดเล็กติดตอร์ปิโดออกแบบมาเพื่อเป็นเรือตอร์ปิโดขนาดเล็ก พร้อมๆกับการมีตอร์ปิโดใช้เป็นเรืออเนกประสงค์ ซึ่งไม่หุ้มเกราะ ติดอาวุธเบาความเร็วสูง และมีขนาดเล็ก ซึ่งสมควรเป็นที่ชื่นชอบของนายทหารเรือผิวน้ำ มีรูปทรงหลายแบบตามการใช้งานพิเศษ มักแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแบบตามเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเรือชนิดนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นมากขณะที่ยังคงใช้ชื่อว่าเรือพิฆาต เรือตอร์ปิโดขนาดเล็กเคยมีน้ำหนักเพียงประมาณ 100 ตัน เรือพิฆาตรุ่นแรกๆ มีขนาดใหญ่กว่าเป็นสองเท่า เรือพิฆาตในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 มีขนาด 1,000 ตัน เรือตอร์ปิโดขนาดเล็กจึงไม่มีการนำมาใช้อีก และเรือพิฆาตได้เข้ามาทำหน้าที่แทน ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เรือพิฆาตได้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่า 10,000 ตัน เรือพิฆาตขนาดใหญ่ซึ่งเดิมเรียกว่าเรือพิฆาตหลักหรือเรือฟริเกต (ทร.อม.) มีหน้าที่เป็นเรือคุ้มกันกองกำลังเฉพาะกิจเรือบรรทุกเครื่องบินในภารกิจการรบต่อต้านอากาศยาน เมื่อไม่นานมานี้เรือพิฆาตขนาดใหญ่ก็ได้รับการกำหนดให้เป็นเรือลาดตระเวน และคำว่า ก็นำมาใช้กับเรือคุ้มกันที่ความเร็วต่ำกว่าและขนาดเล็กกว่า ซึ่งไม่เหมาะสมกับภารกิจคุ้มกันเรือบรรทุกเครื่องบิน

เรือพิฆาตในราชนาวีไทย กำหนดใช้อักษรย่อ เรือ พฆ. และอักษรย่อของเรือนี้ในภาษาอังกฤษ คือ DD หากเป็นเรือพิฆาตติดอาวุธนำวิถี (Guided Missile Destroyer) จะใช้อักษรย่อภาษาอังกฤษ DDG

คำสแลงของเรือพิฆาต คือ can, tincan

เรือพิฆาตในปัจจุบัน (Modern Destroyer)

เรือพิฆาตในปัจจุบัน ถือเป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรองลงมาจากเรือบรรทุกเครื่องบิน (aircraft carrier) โดยมีระวางขับน้ำอยู่ในช่วงประมาณ 4000-7000 ตัน ใหญ่กว่าเรือฟริเกต (frigate)ซึ่งมีระวางขับน้ำอยู่ในช่วงประมาณ 2000 - 4000 ตัน และเรือคอร์เวต (corvette) ซึ่งมีระวางขับน้ำอยู่ในช่วงประมาณ 1000 - 2000 ตัน
เรือพิฆาตของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ในสมัยก่อนถูกใช้ในภารกิจเฉพาะทางใดทางหนึ่ง เช่น ใช้ต่อสู้อากาศยาน (anti-aircraft warfare) เช่น เรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke ของสหรัฐอเมริกา หรือ ใช้ปราบเรือดำน้ำ (anti-submarine warfare) เช่น เรือพิฆาตชั้น Spruance ของสหรัฐอเมริกา และเรือพิฆาตชั้น Udaloy ของประเทศรัสเซียเป็นต้น แต่ในปัจจุบันเรือพิฆาตของสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ได้ถูกปรับใช้ในภารกิจเอนกประสงค์ โดยสามารถทำการรบได้ทั้ง 3 มิติ (ใต้น้ำ, ผิวน้ำ, เหนือผิวน้ำ) และเพิ่มภารกิจเหนือพื้นดินและบนพื้นดินรวมเข้าไปด้วย แต่สำหรับกองทัพเรือของประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ, ญี่ปุ่น จะใช้เรือพิฆาตในภารกิจต่อสู้อากาศยานเป็นหลัก เนื่องจากไม่มีงบประมาณพอเพียงสำหรับการสำหรับเรือขนาดใหญ่กว่า คือ เรือลาดตระเวนเช่นที่สหรัฐอเมริกา

ภาพประกอบ: เรือพิฆาตติดอาวุธนำวิถี (Guided Missile Destroyer) ชั้น Arleigh Burke (Aegis) ของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ในภาพคือ เรือ USS Bulkeley ซึ่งเข้าประจำการในกองทัพเรือสหรัฐเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 2001
 
ที่มา http://www.rtna.ac.th

การโจมตีฐานทัพเรือ Pearl Harbor

เช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 7 ธ.ค. 2484 คือสาเหตุที่ทำให้สหรัฐอเมริกา
ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น และเข้าร่วมวงไพบูลย์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มตัว

ญี่ปุ่นต้องการเป็นมหาอำนาจของโลก จึงขยายดินแดนเข้าครอบครองประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติ
เพื่อเป็นหลักประกันด้านวัตถุดิบ ในปี 2480 ญี่ปุ่นบุกแมนจูเรีย
สหรัฐอเมริกาซึ่งขณะนั้นเฝ้าดูอยู่ห่างๆ ยื่นคำขาดให้ญี่ปุ่นถอนทหาร และในระหว่างการต่อรอง
ได้ตัดเส้นทางลำเลียงยุทธภัณฑ์สำคัญที่ญี่ปุ่นจะขาดไม่ได้เลย นั่นคือ น้ำมันดิบและถ่านหิน

การเจรจาระหว่างทูตญี่ปุ่นและรัฐบาลสหรัฐที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เป็นไปอย่างตึงเครียดและส่อเค้าว่าจะล้มเหลว
ระหว่างนี้สหรัฐเริ่มรู้ตัวแล้วว่าหากการเจรจาไม่ได้ผล ญี่ปุ่นคงจะบุกแน่ แต่ที่ไหนและเมื่อไรต่างหากที่ยังเป็นปริศนา
เพียงครึ่งชั่วโมงให้หลังหลังจากที่ทูตญี่ปุ่นจากไป การโจมตี Pearl Harbor จึงได้เริ่มขึ้น
ก่อนที่ญี่ปุ่นจะประกาศสงครามกับสหรัฐด้วยซ้ำ
ที่ฐานทัพเรือ Pearl Harbor คืนวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2484 มีการจัดงานรื่นเริงกัน เหมือนทุกๆเสาร์
ที่พิเศษกว่านั้นคือมีการประกวดวงดุริยางค์ระหว่างเรือรบต่างๆ ปรากฏว่า เรือรบ USS Arizona ชนะเลิศ
จึงได้สิทธิ์นอนตื่นสายในวันรุ่งขึ้น

เช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 7 ธ.ค. 2484 ผู้คนก็ตื่นเช้าเตรียมตัวไปโบสถ์กันตามปกติ ในบริเวณฐานทัพเรือ Pearl Harbor
ทหารเรือทำความสะอาดเก็บกวาดขยะจากงานรื่นเริงคืนวาน ก่อน 8 โมงเช้าไม่นาน
เครื่องบินลำแรกปรากฏเหนือน่านฟ้าบริเวณฐานทัพเรือ ชาวบ้านทั่วไปคิดว่าการซ้อมบินอย่างปกติ
แต่คราวนี้เครื่องบินบินต่ำอย่างน่าตกใจ เสียงหวีดหวิวของลูกระเบิดแหวกอากาศและดังตูมขึ้น
ปลุกให้ผู้คนตื่นจากภวังค์ พวกทหารที่เคยอยู่ในเหตุการณ์เล่าว่าเพียงอึดใจเดียว
เครื่องบินมาเต็มท้องฟ้า ที่ด้านข้างของเครื่องบิน เป็นรูปดวงอาทิตย์สีแดง สัญญลักษณ์ของทหารจักรพรรดิ

บางคนสงสัยว่าในสมัยนั้นไม่มีเรดาร์จับกองเรือข้าศึกกันบ้างหรือ มีเหมือนกันค่ะ ตอนหกโมงครึ่งเช้าวันนั้น
เรือรบสหรัฐจมเรือดำน้ำไม่ทราบสัญชาติ พวก coast guard ได้รับการบอกเล่าว่าจะมีฝูงบินจากแคลิฟอร์เนีย
มาสมทบที่ฮาวาย ทำให้เมื่อเห็นวัตถุประหลาดในจอเรดาร์ จึงคิดว่าอาจเป็นฝูงบินที่มาจากแผ่นดินใหญ่
จึงไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า

-วิวทางอากาศบริเวณฐานทัพเรือ Pearl Harbor

 
เครื่องบินลำสุดท้ายของญี่ปุ่นจากไปก่อนเที่ยง ภายใน 3 ชั่วโมงของการบุกสายฟ้าแลบ
สหรัฐสูญเสียเรือรบ 12 ลำ เครื่องบิน 188 ลำ ทหาร 2,403 นาย และพลเรือนอีก 68 คน
มีเรือรบ 3 ลำที่แล่นหนีออกทะเลเปิดได้ทัน
จึงพ้นจากการโจมตี สิ่งที่ญี่ปุ่นได้ทำผิดพลาดคือไม่ได้โจมตีถังเก็บสำรองน้ำมัน (tank farm)
ทำให้สหรัฐไม่ถึงกับหมดเนื้อหมดตัวทีเดียว ยังพอเสริมเขี้ยวเล็บและรบชนะได้ในเวลาต่อมาที่ “ยุทธภูมิมิดเวย์”

เรือรบอริโซนา สูญเสียมากที่สุด เพราะลูกเรือเกือบทั้งหมดยังไม่ตื่นเมื่อถูกโจมตี
ร่างของทหารเรือทั้งหมดไม่ได้ถูกเก็บกู้ขึ้น แต่รัฐบาลสหรัฐได้สร้างอนุสาวรีย์กลางน้ำครอบเรือนั้นเป็นอนุสรณ์
เพื่อรำลึก รู้จักกันในนามว่า “USS Arizona Memorial”

 
การโจมตีสายฟ้าแลบที่ Pearl Harbor ส่งผลกระทบต่อชาวพื้นเมืองเชื้อสายญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

ย้อนหลังไปราวปี ค.ศ. 1880 ชาวจีนลงเรือสำเภาอพยพหนีความแร้นแคลนมาขึ้นฝั่งที่ฮาวายเป็นชาติแรก
เพื่อเป็นกรรมกรในไร่อ้อยขนาดใหญ่ (plantation labor) ของชาวอเมริกัน ที่ต้องการผลิตนำตาล
ไปแข่งกับน้ำตาลจากเท็กซัสและหลุยเซียน่า

ญี่ปุ่นเป็นชาติที่สองที่มาฮาวาย แต่กลับทวีจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับหนึ่ง เพราะฮาวาย ตั้งอยู่กลาง
มหาสมุทรแปซิฟิค ครึ่งทางระหว่างแคลิฟอร์เนียและญี่ปุ่น จึงนับว่าใกล้ญี่ปุ่นมาก

รัฐบาลกลางสหรัฐ หวาดกลัวว่าญี่ปุ่นอาจส่งคนแฝงตัวมาจารกรรม (Espionage - โปรดสังเกตว่าไม่ใช้คำว่า spy) ใน
รูปของกรรมกรไร่อ้อย จึงจับชายเชื้อสายญี่ปุ่นต้องสงสัยจำนวนมากไปเข้าค่ายกักกันที่ซานฟรานซีสโก


ห้าสิบปีหลังเหตุการณ์โจมตี Pearl Harbor รัฐบาลกลางสหรัฐอนุมัติเงินเพื่อจ่ายให้ผู้ที่โดนจับเข้าค่ายกักกัน
รายละ $US 200,000 เพื่อขอโทษที่ได้ริดรอนเสรีภาพผู้บริสุทธิ์

-ภาพธงชาติญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ยังเป็นรูปพระอาทิตย์ขึ้น (Rising Sun)

 
เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ
กิจกรรมของพลเรือนอเมริกัน
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

เมื่อดิฉันไปเรียนหนังสือใหม่ๆ ได้พบกับสตรีสูงอายุท่านหนี่ง เป็น Emeritus professor
ทราบภายหลังว่าท่านเกิดปี ค.ศ. 1900 ท่านเล่าให้ฟังว่าช่วงสงคราม ปี 1941 ยังคงสอน English Literature
อยู่ในมหาวิทยาลัย แต่ทางรัฐบาลท้องถิ่น Chicago ต้องการเกณฑ์คนจำนวนมากไปร่วมงานแปรโค้ดลับ
ของพวกญี่ปุ่นที่หน่วยจารกรรมของสหรัฐจับได้

ท่านได้ร่วมปฏิบัติการ decode ด้วย เมื่อสหรัฐตีโค้ดแตก จึงทราบความเคลื่อนไหวของกองทัพ
ลูกพระอาทิตย์ ชัยชนะที่ยุทธภูมิมิดเวย์ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียความได้เปรียบ

Midway Island หรือที่ถูกต้องต้องเรียกว่า Midaway Atoll อยู่ห่างจากหมู่เกาะฮาวายไปทางทิศเหนือ 1,200 ไมล์

คำว่า Atoll เป็นศัพท์ภาษาอังกฤษที่สันนิษฐานว่ามาจากภาษาอารยัน (สันสกฤต) ใช้อธิบายลักษณะ
ภูมิประเทศใต้ทะเล ที่เป็นบ่าประการังโดยรอบนอก ส่วนตรงกลางเป็นแอ่งกระทะที่เรียกว่า ลากูน (lagoon)
ลักษณะเกาะที่มิดเวย์ตรงตามลักษณะที่บรรยายมา ภายหลังจึงนิยมเรียกว่า Midway Atoll
.

 


ในปี 1993 มีการรับสมัครอาสาสมัครเพื่อไปฟื้นฟูสภาพเกาะมิดเวย์ ที่ฐานทัพสหรัฐใช้เป็นที่ซ้อมรบ
เสียหลายสิบปี ปัจจุบันไม่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่แล้ว จึงจะเปิดเป็นอุทยานแห่งชาติ ก่อนที่จะขันอาสา
ไปร่วมฟื้นฟูต้องคิดหนัก เพราะชิฟท์หนึ่งจะต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ 15 วัน หากเกิดอยากกลับกลางคัน
เป็นอันว่าหมดสิทธิ์เพราะเครื่องบินที่ไปมีเฉพาะเครื่องบินราชนาวีเท่านั้น

เรือพลังงานนิวเคลียร์

การใช้พลังงานนิวเคลียร์ในเรือเดินทะเล เริ่มต้นขึ้นในปี 1940 โดยสหรัฐเริ่มทดลองเครื่องปฏิกรณ์เครื่องแรกในปี 1953 เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลำแรก ชื่อ USS Nautilus ถูกปล่อยลงทะเลในปี 1955 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของเรือดำน้ำ จากเดิมที่เป็นเพียงยานใต้น้ำที่เชื่องช้า กลายเป็นเรือรบที่มีความเร็ว 20-25 knots สามารถดำน้ำได้นานหลายสัปดาห์

Nautilus เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเรือดำน้ำรุ่นต่อมา (Skate-class) ที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบใช้น้ำความดันสูง (pressurised water reactors) และเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Enterprise ที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์จำนวน 8 เครื่อง ในปี 1960 และเรือลาดตระเวน (cruiser) USS Long Beach ที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์ 2 เครื่อง โดยในปัจจุบันเรือ Enterprise ยังคงปฏิบัติงานอยู่

พลังงานนิวเคลียร์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในกองทัพเรือสหรัฐ ในปี 1962 กองทัพเรือสหรัฐ มีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ปฏิบัติการอยู่ 26 ลำ และกำลังสร้างอีก 30 ลำ

สหรัฐมีการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีกับอังกฤษ ขณะที่ฝรั่งเศส รัสเซียและจีนต่างมีการพัฒนาของตนเอง

หลังจากเรือดำน้ำรุ่น Skate-class แล้ว สหรัฐได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการออกแบบเป็นชุดมาตรฐาน จัดสร้างขึ้น โดยบริษัท Westinghouse และ GE เรือแต่ละลำจะมีเครื่องปฏิกรณ์ 1 เครื่อง ส่วนอังกฤษได้ให้บริษัท Rolls Royce สร้างเครื่องปฏิกรณ์ลักษณะเดียวกันให้กับเรือดำน้ำของกองทัพเรือ และมีการพัฒนาการออกแบบต่อมาเป็นแบบ PWR-2

รัสเซียได้พัฒนาการออกแบบทั้งเครื่องปฏิกรณ์แบบใช้น้ำความดันสูง (PWR) และ เครื่องปฏิกรณ์แบบระบายความร้อนด้วยตะกั่วกับบิสมัท (lead-bismuth cooled reactor) ซึ่งแบบหลังนี้ไม่มีการใช้งานแล้ว รัสเซียมีเรือดำน้ำออกมาใช้งานทั้งหมด 4 รุ่น โดยรุ่นล่าสุด คือ Severodvinsk class ออกปฏิบัติการในปี 1995

เรือดำน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีขนาด 26,500 ตัน เป็นของรัสเซียรุ่น Typhoon-class ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบ PWR ขนาด 190 MWt 2 เครื่อง ซึ่งออกมาทำลายสถิติรุ่น Oscar-II class ที่มีขนาด 24,000 ตัน และใช้เครื่องปฏิกรณ์แบบเดียวกัน

ถ้าเปรียบเทียบถึงระดับความปลอดภัยกับสหรัฐแล้ว รัสเซียมีการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจำนวนหลายครั้ง โดยมีปัญหาจากเครื่องปฏิกรณ์ 5 ครั้ง มีการรั่วไหลของรังสีอีกมากกว่านั้น แต่หลังจากปี 1970 ซึ่งได้ออกเรือดำน้ำที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์ PWRs รุ่นที่สาม รัสเซียได้ให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัยมากขึ้น


ผังแสดงโครงสร้างระบบขับดันของเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของอังกฤษ
กองเรือพลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear Naval Fleets)

ตั้งแต่ปี 1950 ถึงปี 2003 รัสเซียสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จำนวน 248 ลำ เรือผิวน้ำ 5 ลำ ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 468 เครื่อง โดยยังมีการปฏิบัติงานอยู่ในปัจจุบัน 60 ลำ ตอนปลายสงครามเย็น ในปี 1989 คาดว่ารัสเซียมีเรือดำน้ำที่กำลังสร้างและที่ปฏิบัติการอยู่รวม 400 ลำ แต่ต่อมาได้มีการยกเลิกไป 250 ลำ จากโครงการลดกำลังอาวุธ ในปัจจุบันรัสเซียและสหรัฐมีเรือดำน้ำที่ใช้งานอยู่ในแต่ละประเทศมากกว่า 100 ลำ ขณะที่อังกฤษและฝรั่งเศสมีน้อยกว่า 20 ลำ ส่วนจีนมี 6 ลำ รวมแล้วมีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมดประมาณ 160 ลำ

สหรัฐเป็นประเทศที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์มากที่สุด จำนวน 11 ลำ ส่วนเรือลาดตระเวน (cruisers) สหรัฐมี 9 ลำ รัสเซียมี 4 ลำ รัสเซียมีเรือทำลายน้ำแข็งพลังงานนิวเคลียร์ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน 8 ลำ กองทัพเรือสหรัฐมีสถิติของชั่วโมงปฏิบัติการในการใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งหมด 5500 ปี โดยไม่มีอุบัติเหตุ ข้อมูลในเดือนสิงหาคม ปี 2004 มีเรือที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ปฏิบัติการอยู่จำนวน 80 ลำ ใช้เครื่องปฏิกรณ์จำนวน 105 เครื่อง ขณะที่รัสเซียมีสถิติของชั่วโมงการใช้เครื่องปฏิกรณ์ในการเดินเรือทั้งหมด 6000 ปี

เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Enterprise
เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Eisenhower

การใช้ในเรือทางพลเรือน (Civil Vessels)

ยานขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ มีความสำคัญต่อรัสเซียทั้งทางเทคนิคและการประหยัดงบประมาณ โดยเฉพาะกับรัสเซียทางตอนเหนือ (Russian Arctic) ที่ต้องใช้เรือทำลายน้ำแข็ง (icebreakers) การที่น้ำแข็งมีความหนา 3 เมตร และการเติมเชื้อเพลิงทำได้ยากถ้าใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่น กองเรือนิวเคลียร์ (nuclear fleet) ได้ทำให้การเดินเรือด้านอาร์กติก (Arctic) เพิ่มขึ้นจากปีละ 2 เดือนเป็นปีละ 10 เดือน และทำให้ด้านอาร์กติกตะวันตก (Western Arctic) สามารถเดินเรือได้ทั้งปี

เรือทำลายน้ำแข็ง Lenin เป็นเรือผิวน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลำแรกของโลก มีขนาด 20,000 dwt มีการใช้งานอยู่ 30 ปี โดยมีการเปลี่ยนเครื่องปฏิกรณ์ในปี 1970 ต่อมาได้มีการพัฒนาให้เรือทำลายน้ำแข็งมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยผลิตรุ่น Arktika-class ที่มีขนาด 23,500 dwt ออกมาในปี 1975 จำนวน 6 ลำ แต่ละลำมีเครื่องปฏิกรณ์ขนาด 56 MW ในการขับเคลื่อนจำนวน 2 เครื่อง เพื่อปฏิบัติการในน้ำลึกของทวีปอาร์กติก เรือ Arktika เป็นเรือผิวน้ำลำแรกที่สามารถไปถึงขั้วโลกเหนือในปี 1977

การใช้งานสำหรับกรณีน้ำตื้น เช่น ปากน้ำหรือในแม่น้ำ มีการสร้างเรือต้นแบบขึ้นมา 2 ลำ ในฟินแลนด์ เป็นเรือทำลายน้ำแข็งรุ่น Taymyr-class ขนาด 18,260 dwt ใช้เครื่องปฏิกรณ์ขนาด 38 MW โดยใช้ระบบผลิตไอน้ำที่ทำในรัสเซีย โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างเพื่อแสดงให้เห็นว่าเรือพลังงานนิวเคลียร์ ที่สร้างขึ้นเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล (international safety standards) เรือรุ่นนี้เริ่มออกปฏิบัติการในปี 1989

การพัฒนาเรือพลังงานนิวเคลียร์พาณิชย์ เริ่มขึ้นในทศวรรษ 1950 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จในทางการค้า สหรัฐได้สร้างเรือ NS Savannah ขนาด 22,000 ตัน ใช้เครื่องปฏิกรณ์ขนาด 74 MWt ให้กำลังในการขับใบพัด 16.4 MW ได้รับอนุญาตในปี 1962 และเลิกใช้ใน 8 ปีต่อมา เรือที่สร้างขึ้นประสบความสำเร็จในทางเทคนิค แต่ไม่คุ้มค่าในทางการค้า เยอรมันสร้างเรือพลังงานนิวเคลียร์ชื่อ Otto Hahn ขนาด 15,000 ตัน ใช้เครื่องปฏิกรณ์ 1 เครื่องขนาด 36 MWt ให้กำลังในการขับใบพัดเรือ 8 MW เป็นเรือบรรทุกสินค้าและการวิจัย ในการใช้งาน 10 ปี มีการเดินเรือ 126 เที่ยว ด้วยระยะทาง 650,000 ไมล์ทะเล โดยไม่มีปัญหาทางเทคนิค แต่ก็แสดงให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายในการเดินเรือสูงเกินไป และได้เปลี่ยนเชื้อเพลิงเป็นน้ำมันดีเซลในปี 1982

เรือ Mutsu ขนาด 8000 ตันของญี่ปุ่น เป็นเรือพลังงานนิวเคลียร์ทางพลเรือนลำที่ 3 เริ่มใช้งานในปี 1970 ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 1 เครื่อง ขนาด 36 MWt ใช้เชื้อเพลิงแบบ low-enriched uranium (3.7 - 4.4% U-235) ให้กำลังในการขับใบพัดเรือ 8 MW เรือลำนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากมีปัญหาทั้งทางเทคนิคและปัญหาทางการเมือง

ในปี 1988 รัสเซียได้ออกเรือ NS Sevmorput สำหรับใช้ที่ท่าเรือตอนเหนือของไซบีเรีย (Siberian ports) เรือลำนี้มีขนาด 61,900 ตัน เป็นเรือบรรทุกขนาดเบาสำหรับใช้กับท่าเรือน้ำตื้น ที่ติดตั้งชุดทำลายน้ำแข็ง โดยใช้เครื่องปฏิกรณ์ขนาด 135 MWt แบบ KLT-40 เช่นเดียวกับที่ใช้ในเรือทำลายน้ำแข็งขนาดใหญ่ ให้กำลังในการขับใบพัดเรือ 30 MW มีการเติมเชื้อเพลิงใหม่ครั้งเดียวเมื่อปี 2003

นับถึงปี 2003 รัสเซียมีชั่วโมงการปฏิบัติงานกับเครื่องปฏิกรณ์ ของเรือพลังงานนิวเคลียร์ในทวีปอาร์กติก 250 ปี และมีโครงการที่จะสร้างเรือทำลายน้ำแข็งพลังงานนิวเคลียร์ขนาด 32,400 dwt ซึ่งให้กำลังในการขับใบพัดเรือ 60 MW และมีแผนที่จะสร้างเรือที่มีกำลังสูงขึ้น ให้มีขนาด 110 MW net และ 55,600 dwt

เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ USS Nautilus
เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ USS San Francisco
เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์

เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของกองทัพเรือเป็นแบบใช้น้ำความดันสูง (pressurised water) แต่มีความแตกต่างจากเครื่องปฏิกรณ์ที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ ได้แก่:

  • เครื่องปฏิกรณ์มีขนาดเล็กกว่ามากแต่ให้กำลังสูง ใช้เชื้อเพลิงยูเรเนียมแบบ highly-enriched มียูเรเนียม-235 (U-235) มากกว่า >20% ซึ่งเดิมใช้แบบ 97% แต่ปัจจุบันเรือดำน้ำสหรัฐใช้แบบ 93% ประเทศยุโรปตะวันตกใช้แบบ 20-25% ส่วนรัสเซียใช้แบบ 45%
  • เชื้อเพลิงไม่ได้อยู่ในรูปยูเรเนียมออกไซด์ (UO2) แต่เป็นอัลลอยด์ยูเรเนียมเซอร์โคเนียม (uranium-zirconium) หรือยูเรเนียมอลูมิเนียม (uranium-aluminium ) ซึ่งใช้ 15%U ที่มีการ enrichment เป็น 93% หรือใช้ยูเรเนียมมากขึ้น แต่ enrichment ต่ำลง เช่น 20%U-235 หรืออาจอยู่ในรูปโลหะเซรามิกส์ (metal-ceramic) เช่นแบบ Kursk ใช้เชื้อเพลิงเป็นวงแหวน U-Al ที่มี 20-45%enrichment มีปลอกหุ้มเป็นอัลลอยด์ของเซอร์โคเนียม (zircaloy) ทำให้แกนเครื่องปฏิกรณ์ขนาด 200 MW มี U-235ประมาณ 200kg
  • แกนเครื่องปฏิกรณ์มีอายุยาวนาน การเติมเชื้อเพลิงใหม่แต่ละครั้งจะห่างกันมากกว่า 10 ปี มีการออกแบบให้เปลี่ยนแกนเครื่องปฏิกรณ์ใหม่ ที่อายุ 50 ปีในเรือบรรทุก และ 30-40 ปีสำหรับเรือดำน้ำ
  • มีการออกแบบถังความดัน (pressure vessel) ให้มีขนาดเล็กแต่ยังคงมีความปลอดภัยสูง ถังความดันของเรือ Sevmorput ซึ่งถือเป็นเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ มีความสูง 4.6 m มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.8 m ส่วนแกนเครื่องปฏิกรณ์มีความสูง 1 m เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2 m
  • ประสิทธิภาพในการให้ความร้อนต่ำกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทางพลเรือน เนื่องจากต้องการความยืดหยุ่นในการปรับกำลังการเดินเครื่อง และการจำกัดของพื้นที่ระบบผลิตไอน้ำ
แกนเครื่องปฏิกรณ์ที่มีอายุยาวนานเนื่องจากการใช้ยูเรเนียมชนิด high enrichment และมีระบบ "burnable poison" เช่นการใส่ gadolinium ลงไปในแกนเครื่องปฏิกรณ์เพื่อลดการเกิดของ fission products และการสะสมของ actinides ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของเชื้อเพลิงลดลง ถังความดันของเครื่องปฏิกรณ์ที่มีขนาดเล็กแต่มีอายุการใช้งานนาน เนื่องจากมีระบบป้องกันนิวตรอนอยู่ภายใน

เรือดำน้ำรุ่น Alfa-class ของรัสเซีย ใช้เครื่องปฏิกรณ์แบบ liquid metal cooled reactor (LMR) 1 เครื่อง ซึ่งยูเรเนียมแบบ enrichment สูงมาก มีกำลัง 155 MWt แต่มีปัญหาในการปฏิบัติงาน เนื่องจากต้องทำให้ตะกั่วบิสมัท (lead-bismuth) ที่ใช้ระบายความร้อนอยู่ในสภาพแข็งตัวเมื่อดับเครื่องปฏิกรณ์ เรือรุ่นนี้มีการสร้างขึ้น 8 ลำ เรือดำน้ำรุ่นนี้ ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จในการออกแบบ

กำลังของเครื่องปฏิกรณ์มีขนาดตั้งแต่ 10 MWt ในรุ่นต้นแบบ ไปจนถึง 200 MW ในเรือดำน้ำขนาดใหญ่ และ 300 MWt ในเรือผิวน้ำ เช่นเรือลาดตระเวน Kirov-class เครื่องปฏิกรณ์ของเรือดำน้ำรุ่น Rubis-class ของฝรั่งเศส มีกำลัง 48 MW ปฏิบัติงานได้โดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงใหม่เป็นเวลา 30 ปี ส่วนเครื่องปฏิกรณ์ของเรือรุ่น Oscar-II class ของรัสเซียมีกำลัง 190 MWt

เรือของรัสเซีย สหรัฐและอังกฤษ ใช้กังหันไอน้ำในการขับเคลื่อน ส่วนเรือของฝรั่งเศสและจีนใช้กังหันผลิตไฟฟ้าสำหรับการขับเคลื่อน เรือดำน้ำติดตั้งขีปนาวุธของรัสเซียใช้เครื่องปฏิกรณ์ 2 เครื่อง เช่นเดียวกับเรือ Enterprise ส่วนเรือดำน้ำแบบอื่นส่วนใหญ่ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เครื่องเดียว

เรือทำลายน้ำแข็งขนาดใหญ่ของรัสเซีย ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบ KLT-40 ซึ่งมีมัดเชื้อเพลิง (fuel assembly) 241หรือ 274 มัด ใช้เชื้อเพลิงยูเรเนียมแบบ 30-40% enrichment มีช่วงเวลาการเติมเชื้อเพลิงใหม่ทุก 3-4 ปี กำลังที่ใช้ขับกังหันไอน้ำ สามารถหมุนใบพัดเรือด้วยกำลัง 33 MW (44,000 hp) ส่วนเรือ Sevmorput ใช้เครื่องปฏิกรณ์แบบเดียวกันนี้ โดยใช้เชื้อเพลิงยูเรเนียม 90% enrichment

เรือทำลายน้ำแข็งรุ่นต่อไปของรัสเซีย จะออกแบบให้ใช้เครื่องปฏิกรณ์แบบน้ำเดือดแทนการใช้เครื่องปฏิกรณ์แบบน้ำความดันสูง (PWR)

เรือทำลายน้ำแข็ง Sovetskij Sojuz ของรัสเซีย
เรือทำลายน้ำแข็ง Yamal ของรัสเซีย
เรือของรัสเซีย สหรัฐและอังกฤษ ใช้กังหันไอน้ำในการขับเคลื่อน ส่วนเรือของฝรั่งเศสและจีนใช้กังหันผลิตไฟฟ้าสำหรับการขับเคลื่อน เรือดำน้ำติดตั้งขีปนาวุธของรัสเซียใช้เครื่องปฏิกรณ์ 2 เครื่อง เช่นเดียวกับเรือ Enterprise ส่วนเรือดำน้ำแบบอื่นส่วนใหญ่ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เครื่องเดียว

เรือทำลายน้ำแข็งขนาดใหญ่ของรัสเซีย ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบ KLT-40 ซึ่งมีมัดเชื้อเพลิง (fuel assembly) 241หรือ 274 มัด ใช้เชื้อเพลิงยูเรเนียมแบบ 30-40% enrichment มีช่วงเวลาการเติมเชื้อเพลิงใหม่ทุก 3-4 ปี กำลังที่ใช้ขับกังหันไอน้ำ สามารถหมุนใบพัดเรือด้วยกำลัง 33 MW (44,000 hp) ส่วนเรือ Sevmorput ใช้เครื่องปฏิกรณ์แบบเดียวกันนี้ โดยใช้เชื้อเพลิงยูเรเนียม 90% enrichment

เรือทำลายน้ำแข็งรุ่นต่อไปของรัสเซีย จะออกแบบให้ใช้เครื่องปฏิกรณ์แบบน้ำเดือดแทนการใช้เครื่องปฏิกรณ์แบบน้ำความดันสูง (PWR)

โอกาสในอนาคต (Future prospects)

การเพิ่มขึ้นของแก๊สเรือนกระจกจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิลในการเดินทางและขนส่งทางอากาศและทางเรือ ประกอบกับสถิติความปลอดภัยในการใช้เรือพลังงานนิวเคลียร์ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีผู้หันมาใช้เรือเดินทะเลที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์

 

ถอดความจาก Nuclear-powered Ships
เวบไซต์ http://www.uic.com