★KorKai™ 的个人资料★KorKai™ U★lsนัส照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
12月26日 Multi Role และ Swing Role
เครื่องบินในสมัยก่อนนั้นทำภารกิจได้เพียงอย่างเดียว แต่พอโลกเปลี่ยนไป ทำให้บางภารกจิเครื่องบินที่ทำได้ภารกิจเดียวไม่สามารถตอบสนองต่อเป้าหมายและภัยคุกความได้ เครื่องบินรุ่นต่อมาจึงมีคุณสมบัติ Multi Role คือสามารถทำภารกิจได้หลากหลายทั้งขับไล่ โจมตี ลาดตระเวน กดดันระบบป้องกันภายทางอากาศของข้าศึก และล่าสุด เครื่องบินสมัยใหม่ยังต้อมีคุณสมบัติ Swing Role นั้นคือเครื่องบินสามารถปรับเปลี่ยนภารกิจได้ในระหว่างปฏิบัติการกิจหนึ่ง ๆ นั้นก็คือเครื่องอาจจะเปลี่ยนจากภารกิจจมตีสนับสนุนกองกำลังภาคพื้นดินมาเป็นภารกิรขับไล่ทั้ง ๆ ที่ยังบินอยู่ในภารกิจเดิม เครื่องบินที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ก็เช่น Eurofighter Typhoon, JAS-39 Gripen, F-22, Rafale เป็นต้น
Boom ระบบการเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ
9月23日 Commando Stingray (ประจำการ พ.ศ. 2532)
เราคงจะไปหา Stingray ที่ประเทศอื่นไม่ได้ เพราะรถถังชนิดนี้มีประจำการที่ประเทศเราประเทศเดียว (แม้แต่อเมริกาผู้ผลิตก็ไม่ได้ประจำการ) เพราะบริษัทผู้ผลิตประสบความสำเร็จในการขายให้เราแค่ประเทศเดียว 100 กว่าคันนิด ๆ
Stingray ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 105 mm. พร้อมด้วยระบบเล็งเป้าด้วยเลเซอร์ ระบบ stabilizer และอีกหลายอย่าง วิธีสังเกต Stingray ได้ง่าย ๆ ก็คือดูตรงป้อมปืนที่เป็น เอกลักษณ์ของมันนั่นแหละ ที่มา : หว้ากอ [[หว้า...(ชี)กอ]]
7月14日 สงครามเวียดนาม
เวียดนาม เป็นประเทศหนึ่งในเอเซียอาคเนย์ที่มีอาณาเขตติดต่อกับจีน และได้รับอิทธิพลจากจีนมากที่สุด ทั้งนี้ เพราะจีนเคยครอบครองเวียดนามเป็นเมืองขึ้นมาเป็นเวลานาน มากกว่าหนึ่งพันปี จนกระทั่งถึงช่วงที่ฝรั่งเศสเข้ามามีอิทธิพลแทนจีน (ระหว่าง พ.ศ.๒๔๐๕-๒๔๙๗) ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ฝรั่งเศสปราชัยแก่กองทัพเยอรมันนาซีในยุโรป ญี่ปุ่นถือโอกาสเคลื่อนกำลังเข้าครอบครองแหลมอินโดจีนไว้ทั้งหมด ครั้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง ญี่ปุ่นพ่ายแพ้แก่กองทัพพันธมิตร เวียดนามได้ประกาศที่จะต่อสู้กับฝรั่งเศสอย่างเปิดเผย เพื่อให้เวียดนามหลุดพ้นจากสภาพการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และมี เอกราชเป็นของตนเอง ได้มีการสู้รบกันอย่างหนักเป็นเวลาถึง ๘ ปี จนกระทั่งกองกำลังเวียดมินห์ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม สามารถโจมตีป้อม ปราการสำคัญของฝรั่งเศส ที่เดียนเบียนฟูแตกลง ในวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ฝรั่งเศสยอมรับความปราชัยและต้องการสงบศึก จึงได้มีการลงนามในอนุสัญญาเจนีวา พ.ศ. ๒๔๙๗ (Convention of Geneva, 1954) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งมีผลทำให้เวียดนามถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนคือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ โดยยึดเส้นขนานที่ ๑๗ องศาเหนือเป็นเส้นแบ่งเขต</เวียดนามเหนือ&NBSP; พยายามที่จะรวม
รัฐบาล เวียดนามใต้ ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี ประกอบกับการดำเนินนโยบายด้านการบริหารประเทศของรัฐบาลเวียดนามใต้ประสบความล้มเหลว จึงได้ร้องขอความช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจจากมิตรประเทศฝ่ายโลกเสรี ภายหลังจากที่รัฐบาลไทย ได้รับหนังสือขอความช่วยเหลือ ด้านเศรษฐกิจและการทหาร จากสาธารณรัฐเวียดนาม (เวียดนามใต้) คณะรัฐมนตรีได้ลงมติรับหลักการให้ความช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐเวียดนาม เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ ในระยะแรก ได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือเฉพาะด้านการฝึกนักบินไอพ่นแก่สาธารณรัฐเวียดนาม โดยมอบให้กองทัพอากาศจัดกำลังพลชุดแรกส่งไป เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๗ ต่อมาจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่นักบินและช่างไปช่วยเหลือ ปฏิบัติการในลักษณะหน่วยบินลำเลียงกำลังส่วนนี้ใช้ชื่อว่าหน่วยบินลำเลียง ทหารอากาศไทยในสาธารณรัฐเวียดนามหรือหน่วยบินวิคตอรี่ (VICTORY)
วันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ รัฐบาลสาธารณรัฐเวียดนาม ได้ขอรับความ ช่วยเหลือทางทหารจากรัฐบาลไทยเพิ่มเติม ซึ่งรัฐบาลไทยในขณะนั้นพิจารณาเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องส่งทหารร่วมรบกับฝ่ายโลกเสรี ในระยะนี้กองทัพเรือได้เริ่มส่ง กำลังทางเรือไปช่วยเหลือในการปฏิบัติการลำเลียง และเฝ้าตรวจตามชายฝั่งเพื่อป้องกัน การแทรกซึมทางทะเลให้แก่สาธารณรัฐเวียดนาม ตั้งแต่วันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ กำลังทางเรือนี้มีชื่อว่า หน่วยเรือซีฮอร์ส (SEA HORSE)
7月10日 เรือประจัญบาน (Battleship อักษรย่อ BB)
เรือประจัญบาน (Battleship อักษรย่อ BB)
คำว่า battleship มาจากคำว่า ไลน์ ออฟ battle ship หรือ ship ออฟ เดอะ line ในยุคแรกเรือประจัญบานไม่ว่าจะเป็นไม้หรือโลหะนับว่าเป็นเรือรบที่มีขีดความสามารถสูงสุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยสร้างกันมา การพัฒนาเครื่องบินทำให้เกิดเรือบรรทุกเครื่องบิน ซึ่งในสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแทนที่เรือประจัญบาน โดยเป็นเรือหลักของกองทัพเรือ เรือประจัญบานที่ใหญ่ที่สุดได้แก่ เรือ ยามาโต ของญี่ปุ่นซึ่งมีขนาด 80,000 ตัน ในปัจจุบันเรือประจัญบานที่มีอยู่และขึ้นระวางใหม่หลังจากเป็นกองเรือสำรอง มีเพียงเรือชั้น ไอโอวา 4 ลำขนาด 65,000 ตัน (มีปืนขนาด 16 นิ้ว 9 กระบอก ทำความเร็วได้ 30 นอตของสหรัฐอเมริกา) เรือมิสซูรี่ ใช้เป็นสถานที่ในการลงนามในสัญญาที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เหลือได้แก่ เรือ ไอโอวา เรือ นิวเจอซี่ และ เรือ วิสคอนซิน อักษรย่อภาษาอังกฤษของเรือ คือ BB หมายเหตุ: เรือประจัญบานและเรืออื่นๆ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อนุรักษ์ไว้ที่อุทยานอนุสรณ์สถานแห่งรัฐ ประเทศสหรัฐอเมริกา ข้อมูลทั้งหมดรวบรวมมาจาก พจนานุกรมศัพท์ทหารเรือ ฉบับโรงเรียนนายเรือ พ.ศ. 2544 ภาพประกอบ: เรือประจัญบานบิสมาร์ค (Bismark) ที่มีชื่อเสียง ของเยอรมัน ในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 ภาพ เรือประจัญบาน USS Iowa ยิงปืนเรือ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (Offshore Patrol Vessel อักษรย่อ OPV)เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (ใช้อักษรย่อ OPV)
คือ เรือรบขนาดเล็กที่ออกแบบสำหรับใช้ปฏิบัติภารกิจในยามสงบ ในทะเลลึกที่ไกลฝั่งออกไป โดยออกแบบให้ติดตั้งอุปกรณ์ให้เพียงพอต่อการปฏิบัติกิจของหน่วยยามฝั่งและสามารถใช้เป็นกำลังเสริมให้กับเรือรบหลักได้ในยามสงคราม ตามประวัติได้มีการนำมาใช้งานในราชนาวีอังกฤษตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1960 ปัจจุบันทุกประเทศต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และการปกป้องคุ้มครองรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่ห่างออกไปถึง 200 ไมล์ทะเล ทำให้กองทัพเรือต่างๆทั่วโลกหันมาพัฒนาเรือรบแบบใหม่ สำหรับใช้ในการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเล ที่เรียกว่า เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งซึ่งสามารถทำการลาดตระเวนในน่านน้ำเขตเศรษฐกิจจำเพาะได้เป็นเวลานานและด้วยภารกิจที่ต้องอยู่ในทะเลเป็นเวลานานๆ นี้เอง ทำให้เรือประเภทนี้ ต้องมีขนาดที่ใหญ่เพียงพอ โดยปกติแล้วจะมีขนาดระวางขับน้ำมากกว่า 700 ตันขึ้นไป เพื่อให้มีคุณลักษณะทางด้านระยะปฏิบัติการ และความคงทนทะเลเพียงพอต่อการลาดตระเวนในเขตทะเลลึกที่ห่างไกลจากชายฝั่งมากขึ้น ทั้งนี้กองทัพเรือใดที่มีพื้นที่ปฏิบัติงานในเขตแลตติจูดสูงๆ (ทั้งเหนือและใต้เส้นศูนย์สูตร) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสูงคลื่นมากกว่าที่อื่น ยิ่งต้องการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นไปอีก ดังเช่น ประเทศอินเดีย มีพื้นที่ปฏิบัติการในทะเลที่มีคลื่นลมจัดมาก เรือ OPV ของอินเดีย จึงมีขนาดใหญ่ระวางขับน้ำมากกว่า 2,000 ตัน เป็นต้น เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งมักจะเป็นเรือที่สร้างขึ้นโดยใช้มาตรฐานของพลเรือน (Commercial Standard) และมีความเร็วต่ำกว่าเรือคอร์เวต และเรือฟริเกต (โดยทั่วไปมีความเร็วประมาณ 20 นอต) อย่างไรก็ตาม ประเทศส่วนใหญ่จะสร้างเรือ OPV โดยให้มีการคำนวณน้ำหนักและเนื้อที่เผื่อไว้สำหรับการติดตั้งอาวุธเพิ่มเติมในอนาคต เรือ OPV เหล่านี้มักจะสร้างให้มีตัวเรือและระบบรองรับการกระเทือนตามมาตรฐานของกองทัพเรือด้วย ตามปกติเรือ OPV จะติดตั้งอาวุธขนาดเบา หรือปืนเรือขนาดกลาง (Medium-sized Gun) แต่ก็มีบางครั้งในยามสงครามอาจติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถี พื้น-สู่-พื้น หรืออาวุธปราบเรือดำน้ำเพิ่มเติมได้ เรือ OPV รุ่นใหม่ๆ ที่มีการสร้างกันปัจจุบันมักติดตั้งดาดฟ้าเฮลิคอปเตอร์ และโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการลาดตระเวน ด้วยความหมายของเรือ OPV ตามที่กล่าวไปแล้ว ทำให้มองเห็นได้ว่าการออกแบบตัวเรือสำหรับเรือ คอร์เวตและเรือ OPV นั้นไม่มีอะไรแตกต่างกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันจะเป็นเรื่องระบบขับเคลื่อน และการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อใช้งาน เรือ OPV มีความเร็วที่ต่ำกว่า อาวุธน้อยกว่า มีเนื้อที่สำหรับเก็บเสบียงและการใช้สอยที่สะดวกสบายกว่า ทำให้มีระยะปฏิบัติการไกลและอยู่ในทะเลได้นานขึ้น ข้อมูลจากเว็บไซด์กองทัพเรือคะ ภาพเรือ OPV ในเว็บไซด์โครงการต่อเรือ OPV ของกองทัพเรือ ตอนนี้เรือ OPV ของไทย ทั้ง 2 ลำ - ร.ล. ปัตตานี และ ร.ล. นราธิวาส ต่อเกือบเสร็จแล้ว เรือฟริเกต (Frigate อักษรย่อ FF)ในสมัยเรือใบ เรือที่ติดใบเต็มอัตราสามเสา ติดปืนเรือไว้ที่ดาดฟ้าปืนซึ่งมีอยู่เพียงชั้นเดียว กับที่ดาดฟ้าหัวเรือ และที่ดาดฟ้ายกท้ายเรือ หรือที่ดาดฟ้าทางเดิน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของดาดฟ้าเปิด เมื่อเป็นเช่นนี้จึงหมายถึงว่ามีดาดฟ้าปืน 2 ดาดฟ้า เป็นเรือที่เร็วและ คล่องตัว เมื่อเทียบกับเรือลาดตระเวนในสมัยต่อมา ราชนาวีอังกฤษใช้เรือฟริเกตเป็นเรือช่วยรบ ทำหน้าที่ลาดตระเวน ส่งสัญญาณ เป็นต้น กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาออกแบบและใช้เรือชนิดนี้เป็นเรือโจมตี ซึ่งสามารถเอาชนะเรือที่เร็วพอกันได้ ในกองทัพเรือสมัยใหม่เรือฟริเกตเล็กและช้ากว่าเรือพิฆาต ใช้เป็นเรือคุ้มกันเรือที่สำคัญน้อยกว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน ในช่วงระยะหนึ่งมีแต่กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่กำหนดให้เรือฟริเกตเป็นเรือพิฆาตขนาดใหญ่ เรียกว่าเรือคุ้มกันเรือพิฆาต (destroyer leader) เพื่อให้รับรู้กันว่าเรือฟริเกตยุคเริ่มแรกอยู่ ณ จุดใดในประวัติศาสตร์ แต่ปัจจุบันนี้กลับไปปฏิบัติเหมือนกองทัพเรือของชาติอื่นๆแล้ว ในขณะเดียวกันเรือพิฆาตขนาดใหญ่ก็ถูกเรียกใหม่ว่า เรือลาดตระเวน ดู deck(er), double-banked frigate, razee
เรือฟริเกตสมัยใหม่ (Modern Frigate) เรือฟริเกต (frigate) ที่สร้างกันในปัจจุบันระวางขับน้ำอยู่ในช่วงประมาณ 2000-4000 ตัน อาจจะมีโรงเก็บและลานจอดเฮลิคอปเตอร์ทั้งสองอย่าง หรือมีเฉพาะลานจอดเฮลิคอปเตอร์อย่างเดียวก็ได้ (ต่างจากเรือพิฆาตส่วนใหญ่ ที่จะมีทั้งสองอย่าง) สำหรับภารกิจของกองทัพเรือ ขนาดใหญ่/ปานกลาง เช่น ภารกิจของเรือฟริเกตของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตก จะหนักไปในด้านการปราบเรือดำน้ำ (anti-submarine warfare) ซึ่งเป็นผลมาจากสงครามเย็น เช่น เรือฟริเกตชั้น Knox, Oliver Hazard Perry ของอเมริกา หรือเรือฟริเกต Type22 Batch1,2 ของราชนาวีอังกฤษ แต่ในปัจจุบันเรือฟริเกตของกองทัพเรือภาคพื้นยุโรปจะเน้นมาใน 2 แนวทาง คือ ภารกิจอเนกประสงค์ (เช่น เรือฟริเกต Type22 Batch3 หรือ Type23 ของอังกฤษ) หรือใช้สำหรับต่อสู้อากาศยาน (anti-aircraft warfare) เช่น เรือฟริเกต F100 ของประเทศสเปน แต่สำหรับกองทัพเรืออเมริกาจะมีแนวความคิดเกี่ยวกับภารกิจอเนกประสงค์ที่ต่างไป จึงต่อเรือแบบใหม่สำหรับใช้ในภารกิจดังกล่าว คือ เรือแอลซีเอส (LCS - littoral combat ship) เพื่อใช้ในการทำสงครามชายฝั่ง (littoral warfare) ส่วนกองทัพเรือประเทศที่ไม่มีงบประมาณทางทหารมากนัก จะใช้เรือฟริเกตเป็นเรือรบหลัก และมักจะใช้เรือฟริเกตในภารกิจอเนกประสงค์ด้วย เพราะ เป็นเรือเพียงแบบเดียวที่ใหญ่พอจะปฏิบัติการในเขตน้ำลึกได้ดี และมักจะมีเรือฟริเกตที่เล็กกว่าติดอาวุธน้อยกว่า คือ เรือฟริเกตตรวจการณ์ (patrol frigate) ใช้ในภารกิจต่อต้านเรือผิวน้ำเป็นหลัก ซึ่งเรือชนิดนี้จะติดอาวุธสำหรับปราบเรือดำน้ำ/ต่อสู้อากาศยานด้วย แต่ไม่มากนัก และมักไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเฮลิคอปเตอร์ เช่นดาดฟ้าเฮลิคอปเตอร์ เป็นต้น เรือคอร์เวต (Corvette)คือ เรือตรวจการณ์การรบขนาดเล็ก ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเรือฟริเกต (frigate) เรือคอร์เวตในปัจจุบันจะมีระวางขับน้ำอยู่ระหว่างประมาณ 1000-2000 ตัน ใช้ในภารกิจอเนกประสงค์คล้ายกับเรือฟริเกต (frigate) แต่ระยะเวลาและพิสัยในการปฏิบัติการสั้นกว่าเรือฟริเกต เนื่องจากขนาดเรือเล็กกว่า เสบียงและอาวุธสำรองก็ขนไปได้น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม โดยมากเรือคอร์เวต มักจะถูกใช้ในภารกิจตรวจการณ์ (patrol) มากกว่าในภารกิจอื่น ปัจจุบันนิยมให้มีลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์บนเรือด้วย แต่เรือที่มีลานจอดและโรงเก็บดังกล่าวจะต้องมีขนาดใหญ่กว่า 1,000 ตัน ถึงจะสามารถรองรับเฮลิคอปเตอร์ได้ และราคาของเรือคอร์เวตชนิดนี้ก็จะสูงขึ้นอีกมากด้วย ดู sloop-of-war
เรือคอร์เวต ชั้นลักษมาณะ (Laksamana) ของประเทศมาเลเซีย เรือพิฆาตคุ้มกัน (destroyer escort อักษรย่อ DE)เรือพิฆาตคุ้มกัน (destroyer escort อักษรย่อ DE) คือ เรือคุ้มกันทางทะเลซึ่งพัฒนาขึ้นในช่วงสงคราม โลกครั้งที่ 2 โดยให้เป็นเรือคุ้มกันเรือพาณิชย์เป็นภารกิจหลัก แต่มีลักษณะเฉพาะบางประการของเรือพิฆาต นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เรือชนิดนี้ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงภารกิจและแบบมาบ้างแล้วและเป็นที่รู้จักกันในนามเรือฟริเกต เป็นเรือ เดินสมุทรอเนกประสงค์ ขนาดเล็ก ประมาณ 4,000 ตัน ใบจักรเดียว ความเร็วปานกลาง มีสมรรถนะในการสงครามปราบเรือดำน้ำและต่อสู้อากาศยาน เรือพิฆาต (Destroyer อักษรย่อ DD)เดิมหมายถึงเรือพิฆาตขนาดเล็กติดตอร์ปิโดออกแบบมาเพื่อเป็นเรือตอร์ปิโดขนาดเล็ก พร้อมๆกับการมีตอร์ปิโดใช้เป็นเรืออเนกประสงค์ ซึ่งไม่หุ้มเกราะ ติดอาวุธเบาความเร็วสูง และมีขนาดเล็ก ซึ่งสมควรเป็นที่ชื่นชอบของนายทหารเรือผิวน้ำ มีรูปทรงหลายแบบตามการใช้งานพิเศษ มักแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแบบตามเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเรือชนิดนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นมากขณะที่ยังคงใช้ชื่อว่าเรือพิฆาต เรือตอร์ปิโดขนาดเล็กเคยมีน้ำหนักเพียงประมาณ 100 ตัน เรือพิฆาตรุ่นแรกๆ มีขนาดใหญ่กว่าเป็นสองเท่า เรือพิฆาตในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 มีขนาด 1,000 ตัน เรือตอร์ปิโดขนาดเล็กจึงไม่มีการนำมาใช้อีก และเรือพิฆาตได้เข้ามาทำหน้าที่แทน ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เรือพิฆาตได้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่า 10,000 ตัน เรือพิฆาตขนาดใหญ่ซึ่งเดิมเรียกว่าเรือพิฆาตหลักหรือเรือฟริเกต (ทร.อม.) มีหน้าที่เป็นเรือคุ้มกันกองกำลังเฉพาะกิจเรือบรรทุกเครื่องบินในภารกิจการรบต่อต้านอากาศยาน เมื่อไม่นานมานี้เรือพิฆาตขนาดใหญ่ก็ได้รับการกำหนดให้เป็นเรือลาดตระเวน และคำว่า ก็นำมาใช้กับเรือคุ้มกันที่ความเร็วต่ำกว่าและขนาดเล็กกว่า ซึ่งไม่เหมาะสมกับภารกิจคุ้มกันเรือบรรทุกเครื่องบิน
เรือพิฆาตในราชนาวีไทย กำหนดใช้อักษรย่อ เรือ พฆ. และอักษรย่อของเรือนี้ในภาษาอังกฤษ คือ DD หากเป็นเรือพิฆาตติดอาวุธนำวิถี (Guided Missile Destroyer) จะใช้อักษรย่อภาษาอังกฤษ DDG คำสแลงของเรือพิฆาต คือ can, tincan เรือพิฆาตในปัจจุบัน (Modern Destroyer) เรือพิฆาตในปัจจุบัน ถือเป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรองลงมาจากเรือบรรทุกเครื่องบิน (aircraft carrier) โดยมีระวางขับน้ำอยู่ในช่วงประมาณ 4000-7000 ตัน ใหญ่กว่าเรือฟริเกต (frigate)ซึ่งมีระวางขับน้ำอยู่ในช่วงประมาณ 2000 - 4000 ตัน และเรือคอร์เวต (corvette) ซึ่งมีระวางขับน้ำอยู่ในช่วงประมาณ 1000 - 2000 ตัน เรือพิฆาตของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ในสมัยก่อนถูกใช้ในภารกิจเฉพาะทางใดทางหนึ่ง เช่น ใช้ต่อสู้อากาศยาน (anti-aircraft warfare) เช่น เรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke ของสหรัฐอเมริกา หรือ ใช้ปราบเรือดำน้ำ (anti-submarine warfare) เช่น เรือพิฆาตชั้น Spruance ของสหรัฐอเมริกา และเรือพิฆาตชั้น Udaloy ของประเทศรัสเซียเป็นต้น แต่ในปัจจุบันเรือพิฆาตของสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ได้ถูกปรับใช้ในภารกิจเอนกประสงค์ โดยสามารถทำการรบได้ทั้ง 3 มิติ (ใต้น้ำ, ผิวน้ำ, เหนือผิวน้ำ) และเพิ่มภารกิจเหนือพื้นดินและบนพื้นดินรวมเข้าไปด้วย แต่สำหรับกองทัพเรือของประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ, ญี่ปุ่น จะใช้เรือพิฆาตในภารกิจต่อสู้อากาศยานเป็นหลัก เนื่องจากไม่มีงบประมาณพอเพียงสำหรับการสำหรับเรือขนาดใหญ่กว่า คือ เรือลาดตระเวนเช่นที่สหรัฐอเมริกา ภาพประกอบ: เรือพิฆาตติดอาวุธนำวิถี (Guided Missile Destroyer) ชั้น Arleigh Burke (Aegis) ของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ในภาพคือ เรือ USS Bulkeley ซึ่งเข้าประจำการในกองทัพเรือสหรัฐเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 2001 ที่มา http://www.rtna.ac.th การโจมตีฐานทัพเรือ Pearl Harborเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 7 ธ.ค. 2484 คือสาเหตุที่ทำให้สหรัฐอเมริกา
ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น และเข้าร่วมวงไพบูลย์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มตัว ญี่ปุ่นต้องการเป็นมหาอำนาจของโลก จึงขยายดินแดนเข้าครอบครองประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อเป็นหลักประกันด้านวัตถุดิบ ในปี 2480 ญี่ปุ่นบุกแมนจูเรีย สหรัฐอเมริกาซึ่งขณะนั้นเฝ้าดูอยู่ห่างๆ ยื่นคำขาดให้ญี่ปุ่นถอนทหาร และในระหว่างการต่อรอง ได้ตัดเส้นทางลำเลียงยุทธภัณฑ์สำคัญที่ญี่ปุ่นจะขาดไม่ได้เลย นั่นคือ น้ำมันดิบและถ่านหิน การเจรจาระหว่างทูตญี่ปุ่นและรัฐบาลสหรัฐที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เป็นไปอย่างตึงเครียดและส่อเค้าว่าจะล้มเหลว ระหว่างนี้สหรัฐเริ่มรู้ตัวแล้วว่าหากการเจรจาไม่ได้ผล ญี่ปุ่นคงจะบุกแน่ แต่ที่ไหนและเมื่อไรต่างหากที่ยังเป็นปริศนา เพียงครึ่งชั่วโมงให้หลังหลังจากที่ทูตญี่ปุ่นจากไป การโจมตี Pearl Harbor จึงได้เริ่มขึ้น ก่อนที่ญี่ปุ่นจะประกาศสงครามกับสหรัฐด้วยซ้ำ ที่ฐานทัพเรือ Pearl Harbor คืนวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2484 มีการจัดงานรื่นเริงกัน เหมือนทุกๆเสาร์
ที่พิเศษกว่านั้นคือมีการประกวดวงดุริยางค์ระหว่างเรือรบต่างๆ ปรากฏว่า เรือรบ USS Arizona ชนะเลิศ จึงได้สิทธิ์นอนตื่นสายในวันรุ่งขึ้น เช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 7 ธ.ค. 2484 ผู้คนก็ตื่นเช้าเตรียมตัวไปโบสถ์กันตามปกติ ในบริเวณฐานทัพเรือ Pearl Harbor ทหารเรือทำความสะอาดเก็บกวาดขยะจากงานรื่นเริงคืนวาน ก่อน 8 โมงเช้าไม่นาน เครื่องบินลำแรกปรากฏเหนือน่านฟ้าบริเวณฐานทัพเรือ ชาวบ้านทั่วไปคิดว่าการซ้อมบินอย่างปกติ แต่คราวนี้เครื่องบินบินต่ำอย่างน่าตกใจ เสียงหวีดหวิวของลูกระเบิดแหวกอากาศและดังตูมขึ้น ปลุกให้ผู้คนตื่นจากภวังค์ พวกทหารที่เคยอยู่ในเหตุการณ์เล่าว่าเพียงอึดใจเดียว เครื่องบินมาเต็มท้องฟ้า ที่ด้านข้างของเครื่องบิน เป็นรูปดวงอาทิตย์สีแดง สัญญลักษณ์ของทหารจักรพรรดิ บางคนสงสัยว่าในสมัยนั้นไม่มีเรดาร์จับกองเรือข้าศึกกันบ้างหรือ มีเหมือนกันค่ะ ตอนหกโมงครึ่งเช้าวันนั้น เรือรบสหรัฐจมเรือดำน้ำไม่ทราบสัญชาติ พวก coast guard ได้รับการบอกเล่าว่าจะมีฝูงบินจากแคลิฟอร์เนีย มาสมทบที่ฮาวาย ทำให้เมื่อเห็นวัตถุประหลาดในจอเรดาร์ จึงคิดว่าอาจเป็นฝูงบินที่มาจากแผ่นดินใหญ่ จึงไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า -วิวทางอากาศบริเวณฐานทัพเรือ Pearl Harbor
เครื่องบินลำสุดท้ายของญี่ปุ่นจากไปก่อนเที่ยง ภายใน 3 ชั่วโมงของการบุกสายฟ้าแลบ
สหรัฐสูญเสียเรือรบ 12 ลำ เครื่องบิน 188 ลำ ทหาร 2,403 นาย และพลเรือนอีก 68 คน มีเรือรบ 3 ลำที่แล่นหนีออกทะเลเปิดได้ทัน จึงพ้นจากการโจมตี สิ่งที่ญี่ปุ่นได้ทำผิดพลาดคือไม่ได้โจมตีถังเก็บสำรองน้ำมัน (tank farm) ทำให้สหรัฐไม่ถึงกับหมดเนื้อหมดตัวทีเดียว ยังพอเสริมเขี้ยวเล็บและรบชนะได้ในเวลาต่อมาที่ “ยุทธภูมิมิดเวย์” เรือรบอริโซนา สูญเสียมากที่สุด เพราะลูกเรือเกือบทั้งหมดยังไม่ตื่นเมื่อถูกโจมตี ร่างของทหารเรือทั้งหมดไม่ได้ถูกเก็บกู้ขึ้น แต่รัฐบาลสหรัฐได้สร้างอนุสาวรีย์กลางน้ำครอบเรือนั้นเป็นอนุสรณ์ เพื่อรำลึก รู้จักกันในนามว่า “USS Arizona Memorial”
การโจมตีสายฟ้าแลบที่ Pearl Harbor ส่งผลกระทบต่อชาวพื้นเมืองเชื้อสายญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก
ย้อนหลังไปราวปี ค.ศ. 1880 ชาวจีนลงเรือสำเภาอพยพหนีความแร้นแคลนมาขึ้นฝั่งที่ฮาวายเป็นชาติแรก เพื่อเป็นกรรมกรในไร่อ้อยขนาดใหญ่ (plantation labor) ของชาวอเมริกัน ที่ต้องการผลิตนำตาล ไปแข่งกับน้ำตาลจากเท็กซัสและหลุยเซียน่า ญี่ปุ่นเป็นชาติที่สองที่มาฮาวาย แต่กลับทวีจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับหนึ่ง เพราะฮาวาย ตั้งอยู่กลาง มหาสมุทรแปซิฟิค ครึ่งทางระหว่างแคลิฟอร์เนียและญี่ปุ่น จึงนับว่าใกล้ญี่ปุ่นมาก รัฐบาลกลางสหรัฐ หวาดกลัวว่าญี่ปุ่นอาจส่งคนแฝงตัวมาจารกรรม (Espionage - โปรดสังเกตว่าไม่ใช้คำว่า spy) ใน รูปของกรรมกรไร่อ้อย จึงจับชายเชื้อสายญี่ปุ่นต้องสงสัยจำนวนมากไปเข้าค่ายกักกันที่ซานฟรานซีสโก ห้าสิบปีหลังเหตุการณ์โจมตี Pearl Harbor รัฐบาลกลางสหรัฐอนุมัติเงินเพื่อจ่ายให้ผู้ที่โดนจับเข้าค่ายกักกัน รายละ $US 200,000 เพื่อขอโทษที่ได้ริดรอนเสรีภาพผู้บริสุทธิ์ -ภาพธงชาติญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ยังเป็นรูปพระอาทิตย์ขึ้น (Rising Sun)
เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ
กิจกรรมของพลเรือนอเมริกัน ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เมื่อดิฉันไปเรียนหนังสือใหม่ๆ ได้พบกับสตรีสูงอายุท่านหนี่ง เป็น Emeritus professor ทราบภายหลังว่าท่านเกิดปี ค.ศ. 1900 ท่านเล่าให้ฟังว่าช่วงสงคราม ปี 1941 ยังคงสอน English Literature อยู่ในมหาวิทยาลัย แต่ทางรัฐบาลท้องถิ่น Chicago ต้องการเกณฑ์คนจำนวนมากไปร่วมงานแปรโค้ดลับ ของพวกญี่ปุ่นที่หน่วยจารกรรมของสหรัฐจับได้ ท่านได้ร่วมปฏิบัติการ decode ด้วย เมื่อสหรัฐตีโค้ดแตก จึงทราบความเคลื่อนไหวของกองทัพ ลูกพระอาทิตย์ ชัยชนะที่ยุทธภูมิมิดเวย์ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียความได้เปรียบ Midway Island หรือที่ถูกต้องต้องเรียกว่า Midaway Atoll อยู่ห่างจากหมู่เกาะฮาวายไปทางทิศเหนือ 1,200 ไมล์ คำว่า Atoll เป็นศัพท์ภาษาอังกฤษที่สันนิษฐานว่ามาจากภาษาอารยัน (สันสกฤต) ใช้อธิบายลักษณะ ภูมิประเทศใต้ทะเล ที่เป็นบ่าประการังโดยรอบนอก ส่วนตรงกลางเป็นแอ่งกระทะที่เรียกว่า ลากูน (lagoon) ลักษณะเกาะที่มิดเวย์ตรงตามลักษณะที่บรรยายมา ภายหลังจึงนิยมเรียกว่า Midway Atoll .
ในปี 1993 มีการรับสมัครอาสาสมัครเพื่อไปฟื้นฟูสภาพเกาะมิดเวย์ ที่ฐานทัพสหรัฐใช้เป็นที่ซ้อมรบ เสียหลายสิบปี ปัจจุบันไม่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่แล้ว จึงจะเปิดเป็นอุทยานแห่งชาติ ก่อนที่จะขันอาสา ไปร่วมฟื้นฟูต้องคิดหนัก เพราะชิฟท์หนึ่งจะต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ 15 วัน หากเกิดอยากกลับกลางคัน เป็นอันว่าหมดสิทธิ์เพราะเครื่องบินที่ไปมีเฉพาะเครื่องบินราชนาวีเท่านั้น เรือพลังงานนิวเคลียร์
|
|
|