★KorKai™ 的个人资料★KorKai™ U★lsนัส照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
3月8日 อันโตนิโอ กรัมชี (Antonio Gramsci) นักมาร์กซิสต์ชาวอิตาเลียนผู้มีชื่อเสียงชีวประวัติโดยสังเขปของกรัมชีในที่นี้เป็นการเรียบเรียงจากงานชิ้นต่างๆ ซึ่งสามารถจำแนกช่วงชีวิตที่สำคัญของกรัมชีได้เป็น ช่วงแรกคือ ช่วงแรกของชีวิตที่ซาร์ดิเนีย ช่วงของการศึกษาต่อที่และเริ่มมีบทบาทในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ตูริน ถัดจากนั้นจึงเป็นช่วงสมัยของการปกครองแบบฟาสซิสต์ และช่วงเวลาสำคัญอีกช่วงก่อนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตของกรัมชี นั่นคือ ช่วงชีวิตในคุก
ซาร์ดิเนีย (Sardinia) 1891-1911
ตูริน (Turin) 1911-1920 The Italian Socialist Party was founded in 1892 by delegates of several workers' associations. It was part of a wave of new socialist parties at the end of the nineteenth century, and had to endure persecution by the Italian government during its early years. At the start of the twentieth century, however, the PSI chose not to oppose the governments led by five-time prime minister Giovanni Giolitti. This conciliation with the existing governments, and its improving electoral fortunes, helped to establish the PSI as a mainstream Italian political party by the 1920s. Despite the party's improving electoral results, however, the PSI remained divided into two major branches, the Reformists and the Maximalists. The Reformists, led by Filippo Turati, were strong mostly in the unions and the parliamentary group. The Maximalists, led by Benito Mussolini, were affiliated with the London Bureau of socialist groups, an international association of left-socialist parties. The schism between these factions made it difficult for the PSI to make decisions with one voice. In 1912, Mussolini and the Maximalists prevailed at the party convention, and thereafter expelled the Reformists. At the outbreak of World War I, the PSI remained firmly pacifistic in the face of Nationalist violence, unlike other European Socialist Parties, and Mussolini was thrown out. The PSI never accepted Lenin's ideology of transforming the "imperialist war" into civil war (revolution). The party's leadership remained in exile during the Fascist years. After World War II, the party returned to stand in Italy's first post-war elections in 1946, and obtained 22.6 % of the popular vote. In 1948, the Socialist Party ran for elections as part of a Popular Front, the Fronte Democratico Popolare, in alliance with the Italian Communist Party, or PCI. However, it lost at the polls, with many of the party's supporters choosing instead to vote for the PCI. Nonetheless, the PSI continued its alliance with the PCI until 1956, when Soviet repression in Hungary caused a major split between the two parties. เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปี 1917 คือ ได้เกิดการปฏิวัติในรัสเซีย โดยพรรคบอลเชวิก ภายใต้การนำของเลนิน ขณะที่ในปีเดียวกันนั้น กรัมชีได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการให้กับ PSI สาขาตูรินด้วย. เหตุการณ์สำคัญนอกจากนี้ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตที่ตูรินของกรัมชีได้แก่การที่ เบนิโต มุสโสลินี ได้ก่อตั้งพรรค Fasci Italiani di Combattimento (*) ขึ้นที่มิลาน ในปี 1919 และในปีเดียวกันได้มีการจัดการประชุมคอมมิวนิสต์สากล (Comintern) หรือสากลที่สามขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงมอสโก (*)Fasci Italiani di Combattimento : The Fasci Italians are fighting a political movement in Milan founded by Benito Mussolini on March 23, 1919, the future Duce provided for the implementation of a specific "programme San Sepolcro" (the name of the square where it was proclaimed). The first belonging to Fasci is called sansepolcristi, embellished a band giallorossa (the colors of Rome); the squadristi simple instead were recognizable by a red stripe at the wrist black shirt. The premises of the first headquarters in Milan were made available by Lombard of Industrialists, the haunt was marked by symbols that will become common in iconography fascist: the dagger, the pennant of daring, the skull. The symbol of the Roman Fascist symbol like him and many symbols of the regime refer to those dell'Antica Rome. The Fasci gathered by Italian citizens accumunati order to stop the Bolshevik activities. Most participants of the first hour interventionists were veterans of the First World War. Much of them had previously militant formations in the left (Socialists, Republicans, trade unionists revolutionaries). Their main action, especially violent in nature, were aimed at countering the wave of strikes Communists. Devastarono many newspaper offices, homes and party of the people; intervene alongside the private agricultural red during the biennium to deal with the riots organized by the laborers. สมัยฟาสซิสต์ และพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี (Fascism and the PCI) 1921-1926 หลังจากที่ได้เป็นตัวแทนไปประชุมคอมมิวนิสต์สากลที่กรุงมอสโกในปี 1922 อีกสองปีต่อมาคือในปี 1924 กรัมชีได้เดินทางไปยังกรุงเวียนนาเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยของเขา และในปีนี้เองที่ลูกชายคนแรกของเขา "เดลิโอ" (Delio) ได้ถือกำเนิด ก่อนที่ต่อมาในปี 1925 ภรรยา และลูกได้ย้ายมาอยู่กับกรัมชีที่กรุงโรม ชีวิตในคุก (Prison) 1926-1937 ต่อมาในปี 1928 เขาถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี 4 เดือน กับอีก 5 วัน กรัมชีใช้ชีวิตในเรือนจำหลายที่จนกระทั่งปี 1933 เขาจึงได้ย้ายออกไปรักษาตัวที่คลินิกเล็กๆ ในเมืองฟอร์เมีย เนื่องจากอาการป่วย และสุขภาพทรุดโทรมอย่างหนัก เขาใช้เวลาช่วงไม่กี่ปีสุดท้ายของชีวิตไปกับการรักษาอาการป่วยที่คลินิกอีกหลายแห่ง จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตเขาได้มาถึงเมื่อวันที่ 27 เมษายน 1937 รวมอายุได้ 47 ปี
12月15日 คลาลิด้า เซีย (Khaleda Zia): นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกแห่งบังคลาเทศ คลาลิด้า เซีย เกิดเมื่อปี พ.ศ.2488 ปัจจุบันอายุ 61 ปี พลิกจากบทบาทชีวิตแม่บ้านสู่ถนนการเมือง หลังจากที่ประธานาธิบดี Ziaur Rahman ผู้เป็นสามีถูกลอบสังหารเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2524, เดือนมีนาคม 2526 เซีย ได้รับเลือกให้เป็นรองประธานพรรค Bangladesh Nationalist Party (BNP) ที่สามีเป็นผู้ก่อตั้ง และเดือนสิงหาคม ปีถัดมา เซียขึ้นรับตำแหน่งประธานพรรคฯ เซียเริ่มบทบาททางการเมืองด้วยการต่อต้านรัฐบาลทหารของ Hossain Mohammad Ershad ที่ทำการปฏิวัติยึดอำนาจเมื่อเดือนมีนาคม 2525 เซียนำพรรคบีเอ็นพีร่วมกับพันธมิตรอีก 7 พรรค บอยคอตการเลือกตั้งทุกครั้งที่รัฐบาลทหารจัดให้มีขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล การต่อต้านของเซียทำให้เธอถูกจับกุมคุมขังถึง 7 ครั้งในช่วงระหว่าง 9 ปีภายใต้การปกครองของรัฐบาลเผด็จการ การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชน กดดันให้ประธานาธิบดี Ershad ต้องลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2533 และรัฐบาลรักษาการณ์จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 พรรคบีเอ็นพีชนะการเลือกตั้ง และเซียได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของบังคลาเทศ รัฐบาลของเซียให้ความสำคัญกับนโยบายการศึกษา และนโยบายสตรี โดยได้จัดสวัสดิการให้เรียนฟรีสำหรับการศึกษาภาคบังคับระดับประถมศึกษา และพยายามเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าถึงการศึกษา โดยจัดสรรงบประมาณพิเศษช่วยค่าอาหารและค่าเล่าเรียนให้นักเรียนหญิงจนถึงเกรด 10 เซียเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นวาระที่ 2 เมื่อพรรคบีเอ็นพีชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539 แต่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกพรรคการเมืองอื่นๆ กล่าวหาว่าไม่โปร่งใส และเรียกร้องให้มีรัฐบาลรักษาการณ์มาจัดการเลือกตั้งใหม่ เซียปฏิบัติตามคำเรียกร้อง โดยแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตั้งรัฐบาลรักษาการณ์มาจัดการเลือกตั้ง แล้วจึงประกาศยุบสภาเพื่อเปิดทางให้การเลือกตั้งครั้งใหม่ในวันที่ 12 มิถุนายน ปีเดียวกัน ซึ่งครั้งนี้พรคคบีเอ็นพีพ่ายแพ้ ต้องกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภาฯ เดือนตุลาคม พ.ศ.2544 เซียกลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบังคลาเทศอีกเป็นวาระที่ 3 เมื่อพรรคบีเอ็นพีของเธอชนะการเลือกตั้ง วาระที่ 3 ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเซียกำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนตุลาคมนี้ ท่ามกลางปัญหามากมายที่รายล้อม เช่น การก่อการร้าย การคอรัปชั่น และข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชนกลุ่มต่างๆ ที่เป็นชนกลุ่มน้อยในบังคลาเทศ
12月12日 สีมา ซามาร์ (Sima Samar): เสียงเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งอัฟกานิสถาน
สีมา ซามาร์ เกิดเมื่อ พ.ศ.2500 ปัจจุบันอายุ 49 ปี เธอเป็นผู้หญิงคนแรกของชนชาติกลุ่มน้อย Hazara ในอัฟกานิสถาน ที่มีโอกาสเรียนและจบการศึกษาคณะแพทย์ศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคาบูล หลังจบการศึกษาในปี พ.ศ.2525 ซามาร์ปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลในกรุงคาบูลได้เพียงไม่กี่เดือน ก็ต้องอพยพหนีภัยกลับไปบ้านเกิดในเขตชนบท ปี พ.ศ.2527 สามีของเธอถูกจับกุมและหายสาบสูญไป ซามาร์ต้องพาลูกชายอพยพหนีภัยไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย บริเวณชายแดนปากีสถาน และช่วยงานรักษาพยาบาลผู้อพยพชาวอัฟกานิสถานที่เป็นสตรี ซึ่งผู้อพยพหญิงเหล่านี้ถูกห้ามไม่ให้รับการรักษาพยาบาลจากแพทย์ที่เป็นบุรุษ ปี พ.ศ.2544 ซามาร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นเป็นรองประธานาธิบดี และรัฐมนตรีกิจการสตรี ในรัฐบาลชั่วคราวของอัฟกานิสถาน เธอลาออกจากตำแหน่งเพราะถูกกดดันจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ไม่พอใจกับการตั้งคำถามของเธอต่อกฎหมายอิสลามที่กดขี่ผู้หญิง ซามาร์ไม่ยอมรับข้อบังคับทางศาสนาที่ห้ามผู้หญิงมุสลิมปรากฏตัวในที่สาธารณะ รวมทั้งการบังคับให้ผู้หญิงต้องห่อหุ้มร่างกายจากหัวจรดเท้า ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของผู้หญิงมุสลิมด้วย ซามาร์กล่าวว่า ผู้หญิงมุสลิมจำนวนมากเป็นโรคกระดูกเปราะเพราะร่างกายขาดแคลเซี่ยมจากแสงแดด ปัจจุบัน ซามาร์ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งอัฟกานิสถาน และเป็นผู้แทนพิเศษแห่งสหประชาชาติ ในวิกฤตการณ์ดาร์ฟู ในซูดาน 12月10日 ออง ซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi) พลังเงียบของสันติวิธีเหนือลุ่มน้ำอิระวดี
ณ วันนี้ แม้จะถูกจองจำอยู่ในประเทศพม่า แต่การต่อสู้ด้วยสันติวิธีและอารยะขัดขืนของซูจี ทรงพลังในการเรียกร้องให้ประชาคมโลกมิอาจถอนความสนใจไปจากปัญหาทางการเมืองในพม่าได้ ในวันที่บุตรชายสองคนของซูจี เดินทางจากอังกฤษไปรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพแทนมารดา พวกเขาได้นำสาส์นจากซูจีไปกล่าวกับผู้มาร่วมแสดงความยินดีว่า "ถ้าแม่มีอิสรภาพและอยู่ที่นี่ในวันนี้ แม่จะขอบคุณพวกคุณและขอร้องให้พวกคุณร่วมกันสวดมนต์ให้ทั้งผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่โยนอาวุธทิ้ง และหันมาร่วมกันสร้างชาติด้วยความเมตตากรุณาและจิตวิญญานแห่งสันติ" ซูจีถูกรัฐบาลเผด็จการทหารจำกัดอิสรภาพตลอดเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา
12月6日 ผู้หญิง-เพศสภาพ-การเมือง : เรื่องชวนถกให้เถียง
นิตยสารฟอร์บ (Forbes Magazine) ในสหรัฐอเมริกา เพิ่งจะตีพิมพ์ชื่อ "ผู้หญิง 100 คนที่มีอิทธิพลมากที่สุด" (The 100 Most Powerful Women) รายชื่อเหล่านี้ได้มาจากการทำสำรวจชื่อของผู้หญิงที่ปรากฏอยู่ในการรายงานของสื่อมวลชน ซึ่งครอบคลุมผู้หญิงในทุกสาขาวิชาชีพ จากรายชื่อผู้หญิง 100 คนที่นิตยสารฟอร์บระบุว่ามีอิทธิพลนั้น จำนวน 30 คนเป็นผู้หญิงที่มีบทบาททางการเมือง และสามอันดับแรกของผู้หญิงที่มีอิทธิพลมากที่สุดนั้น ก็เป็นผู้หญิงจากแวดวงการเมือง คือ แองเจลลา เมอเกิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, คอนโดลิสซ่า ไรซ์ (Condoleezza Rice)รัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา และ หวูยี่ (Wu Yi)รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากหวูยี่ แล้ว ยังมีผู้หญิงอีก 7 คนจากภูมิภาคเอเชียที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ติดอยู่ในอันดับผู้หญิง 100 คนที่มีอิทธิพลที่สุดของนิตยสารฟอร์บด้วย พวกเธอคือ
น่าสนใจที่ผู้หญิงทั้ง 8 คนนี้ แม้หลายคนจะมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิสตรี แต่พวกเธอก็มิได้จำกัดบทบาททางการเมืองอยู่กับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสตรีเท่านั้น พวกเธอมิได้อ้างมิติแห่งเพศสภาพ เพื่อร้องขอโอกาสเข้าสู่พื้นที่ทางการเมือง และไม่เคยมีใครประกาศว่า ใช้มุมมองของผู้หญิงมาเติมเต็มในการเมือง
ผู้หญิง 8 คนนี้เดินเข้าสู่เวทีการเมืองอย่างมั่นใจภายใต้กติกาเดียวกับนักการเมืองชาย และไม่มีใครได้รับเลือกเข้าสู่เวทีการเมืองเพราะเพศสภาพที่เป็นหญิง พวกเธอดำเนินบทบาททางการเมือง เผชิญทั้งความสำเร็จ ความพ่ายแพ้ ได้รับทั้งความนิยม และคำประณามเช่นเดียวกันกับนักการเมืองชาย และไม่มีใครถูกประณามและขับไล่จากเวทีการเมืองด้วยเหตุแห่งความเป็นหญิง ต่างจากนักการเมืองหญิงในเมืองไทย ที่แม้กลุ่มรณรงค์ด้านสิทธิสตรีจะพร่ำพูดถึงเรื่องสัดส่วนหญิงชายในพรรคการเมือง ในรัฐบาลที่"ขาดมิติของผู้หญิงมาสร้างความสมดุลเชิงนโยบาย" แต่บรรดาผู้หญิงที่ก้าวเข้าสู่การเมือง และได้รับเลือกให้อยู่ในระดับบริหารในรัฐบาล หรือมีตำแหน่งที่มีบทบาทอยู่ในพรรคการเมือง รวมทั้งนักการเมืองหญิงที่มีบทบาทการทำงานในประเด็นผู้หญิงกลับต้องเผชิญกับคำปรามาสอยู่เสมอในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเพศสภาพ เช่น
คำกล่าวหาเหล่านี้ สะท้อนมุมมองที่เวียนวนอยู่กับวิถีคิดของสังคมไทยที่มีต่อบทบาทของผู้หญิง ที่พ้นไปจากพื้นที่ในบ้าน คือความไม่เชื่อมั่นต่อบทบาทในพื้นที่สาธารณะของผู้หญิงที่ครอบงำความคิดของสังคมไทยมาช้านาน. แต่เป็นเรื่องน่าสนใจที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ มักเกิดขึ้นทุกครั้งในเวทีการพูดคุยเกี่ยวกับการรณรงค์ด้านสิทธิสตรีและความเสมอภาคระหว่างเพศ ซึ่งเป็นเวทีที่แทบไม่มีผู้ชายเข้าร่วมเสวนาสังสรรค์ด้วยเลย ขณะเดียวกัน หลายครั้งที่กลุ่มต่างๆในภาคประชาสังคม รวมทั้งนักรณรงค์ด้านสิทธิสตรี และสื่อมวลชนในสังคมไทย มักจะหยิบยกประเด็น "ความเป็นหญิง" และความเป็น "เหยื่อ"ของความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมที่มีรากฐานความคิดแบบ "ชายเป็นใหญ่"มาใช้ในปรากฏการณ์ความขัดแย้ง และการต่อสู้ทางการเมือง การต่อสู้กับผู้มีอำนาจ และอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงการต่อสู้ทางการเมืองในหลายกรณี ถูกทำให้เป็นประเด็นการต่อสู้ของ "ผู้ชาย" กับ "ผู้หญิง" ทั้งๆ ที่ประเด็นขัดแย้งนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกับความเป็นหญิงหรือความเป็นชายเลย บางกลุ่มถึงกับใช้คำว่า "เป็นการต่อสู้ของผู้หญิงตัวเล็กๆ" เป็นสีสันในการต่อสู้โดยที่มิได้ตระหนักเลยว่า วาทกรรมที่ใช้นั้นคือกระจกเงาที่สะท้อนกลับให้เห็นรากคิดที่ยอมรับภาวะไม่เท่าเทียมระหว่างหญิงชาย 7月11日 โสเครตีส ( Socrates )
โสเครตีส (470-399 ปีก่อนคริสตศักราช) เป็นนักปรัชญาสำคัญคนหนึ่งของกรีก เป็นผู้แสวงหาความจริงของสิ่งต่าง ๆ อย่างบริสุทธิ์ใจและจริงจัง ไม่มุ่งหวังประโยชน์หรือ ลาภยศ ผู้ทำให้นักคิดนักปรัชญาเจ้าสำนักต่าง ๆ ที่ไม่มีความรู้อย่างแท้จริงต้องยอมจำนนต่อเหตุผลและความจริง แม้กระทั่งผู้มีอำนาจของบ้านเมืองที่เป็นทรราชย์ยังถูกเขาท้าทายอำนาจ จนกระทั่งตนเองต้องถูกกลั่นแกล้งด้วยความเกลียดชังและถูกตัดสินให้ดื่มยาพิษเพื่ออุดมการณ์ของตนเอง โสเครตีสเกิดที่เอเธนส์ ประเทศกรีซ บิดาเป็นช่างเจียระไนอัญมณี เมื่อวัยเด็กได้รับการศึกษาด้านศาสนาและความรู้ทั่วไปตามแบบอย่างชาวกรีกสมัยนั้น เมื่อเป็นหนุ่ม ชาวเผ่าสปาร์ตายกกองทัพมารุกราน เครตีสสมัครเป็นทหารไปรบและได้สร้างวีรกรรมในสงครามอย่างกล้าหาญและอดทน โดยสามารถ โสเครตีสมีนิสัยชอบสนทนากับนักปรัชญาสำคัญ ๆ ของกรีก เพราะว่าขณะนั้นเขาเริ่มสนใจวิชาปรัชญาแล้ว ซึ่งคำว่าปรัชญาในสมัยนั้น หมายถึง การคิดค้นหาคำตอบในเรื่องที่ยังไม่มีใครคิดมาก่อน รวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับโลกและชีวิต โสเครตีสเป็นคนรูปร่างเตี้ยล่ำ หน้าตาค่อนข้างอัปลักษณ์ และชอบสวมเสื้อผ้าเก่ายับย่น แต่ว่ามีลูกศิษย์และผู้ติดตามมากมายเพื่อคอยฟังคำสอน หรือถ้อยคำสนทนาของเขากับนักปรัชญาคนอื่น วิธีการสนทนาของโสเครตีสเป็นการซักถามหรือไต่ถามด้วยการใช้หลักของเหตุและผลที่เรียกว่า “ ตรรกวิทยา ” เขาอาจจะเริ่มต้นการสนทนาด้วยเรื่องธรรมดา หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่สำคัญ จากนั้นจะป้อนคำถามที่แฝงซ่อนความหมายลึกซึ้งแก่คู่สนทนา อันจะนำไปสู่จุดหมายของการสนทนาว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ผลดี ถูกต้องและน่าเชื่อถือ เขาใช้วิธีการนี้แสวงหาความจริงของสิ่งต่าง ๆ เช่นเมื่อเกิดสงสัยใคร่รู้ในสิ่งใด เขาก็จะไปหาผู้รู้หรือนักปรัชญาที่เชี่ยวชาญในด้านนั้น แล้วขอคำอธิบายโดยการซักถามจนกระทั่งได้คำตอบสุดท้ายที่เขาพอใจ หรือไม่บางทีก็ทำให้ผู้รู้นั้นจนมุมไม่สามารถตอบได้ จึงพาลโกรธเกลียดโสเครตีสถึงกับเป็นศัตรูไปหลายราย ลักษณะวิธีการซักถามเพื่อให้ได้มาซึ่งความจริงในท้ายที่สุดของโสเครตีส ก่อให้เกิดผลร้ายแก่เขาเสมอ มิหนำซ้ำลูกศิษย์หนุ่ม ๆ ของเขายังนำวิธีการของอาจารย์ไปใช้กับผู้อาวุโสทั้งหลายและซักไซ้ไล่เลียงจนผู้อาวุโสจนมุม ก็ยิ่งทำให้โสเครตีสถูกเกลียดชังจากคนทั่วไปมากขึ้น ถึงกับถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ชักนำบรรดาคนหนุ่มสาวของเอเธนส์ไปในทางเสื่อมเสียและกระด้างกระเดื่อง มิใช่ว่าโสเครตีสจะเป็นคนไม่นับถือศาสนา แต่เขาถูกกลั่นแกล้งกล่าวหาว่า เป็นคนไม่มีศาสนาและไม่เคารพเชื่อฟังผู้ปกครองบ้านเมืองในเวลานั้น เขาจึงถูกคณะลูกขุนในศาลตัดสินให้ประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษ แต่ได้รับผ่อนผันให้คุมขังไว้ก่อนเป็นเวลา 1 เดือน ในช่วงเวลานั้นเพื่อนสนิทและลูกศิษย์ของเขาพยายามหาทางพาเขาหนีออกจากที่คุมขัง แต่โสเครตีสปฏิเสธ เพราะเห็นว่าจะเป็นการทำลายความถูกต้องของกฎหมาย และประชาชนทุกคนต้องเคารพกฎหมาย โสเครตีสใช้เวลาช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตสนทนากับมิตรสหาย ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้อย่างเสรี เกี่ยวกับปรัชญา ชีวิตและจิตวิญญาณ จนกระทั่งในวันสุดท้ายโสเครตีสกล่าวคำอำลาแก่ทุกคน แล้วรับเอายาพิษที่สกัดจากต้นเฮ็มล็อคจากผู้คุมมาดื่มจนหมดถ้วยด้วยอาการสงบเยือกเย็น แล้วเดินไปมาจนกระทั่งหมดแรงจึงล้มตัวลงนอน จนกระทั่งสิ้นใจไปอย่างสงบเมื่ออายุ 70 ปี ที่มา : ก๊อบมาจากไหนฟระลืม url ไมเคิลแอนเจโล ( Michaelangelo )
7月10日 ดิสนีย์ (Walt Disney)
วอลท์ ดิสนีย์ เกิดในชิคาโก สหรัฐอเมริกา หลังจากศึกษาศิลปะแล้ว เขาก็ได้ทำงานโฆษณาอยู่หลายปี ก่อนจะเดินทาง ไปฮอลลีวูด และเริมก่อตั้ว ดิสนีย์ สตูดิโอ ร่วมกับรอย พี่ชายของเขา
ไม่นานดิสนีย์ก็เริ่มทำภาพยนตร์การ์ตูน ตัวการ์ตูฯสร้างขึ้นจากภาพวาดเป็นพันๆภาพ ด้วยการเขียนให้แตกต่าง กันออกไป เพื่อให้การ์ตูนเคลื่อนไหวได้ในทุกอริยาบถ การ์ตูนพูดเรื่องแรกของเขาคื่อ เรื่อง เรือกลไฟวิลลี และมิคกีเมาส์ก็ได้ปรากฎ ตัวเป็นเรื่องแรก ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องยาวเรื่องแรกของดิสนีย์คื่อเรื่อง สโนว์ไวท์ กับ คนแคระทั้งเจ็ด ซึ่งสร้างมาจากเค้าโคลงเรื่อง ของพี่น้องตระ***ลกริมม์ ดิสนีย์ทำภาพยนตร์อื่นๆอีกหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่อง พินอคคิโอ แอลิซในดินแดนมหัศจรรย์ และ ทรายวัย กับ***ด่าง(ธ้ำ 101 Dalmations) ดิสนีย์ ยังได้ทำภาพยนตร์ที่ไม่ใช่การ์ตูนอีกด้วย เช่น ใต้ทะเลสองหมื่นลีกส์ สำหรับเรื่อง แมรี่ ปอปปินส์ เป็นการ ทดลองผสมการ์ตูนกับนักแสดงจริง ภาพยนตร์ธรรมชาติของดิสนีย์ มีเรื่อง ทะเลทรายที่มีชีวิต และทุ่งหญ้าแพรรซึ่งกำลังจะอันตธาน ไป เป็นต้น ในปี ค.ศ. 1955 ดิสนีย์ได้สร้างดิสนีย์แลนด์ขึ้นในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นอุทยานรื่นเริงสนุกสนาน ส่วนหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ ปัจจุบันมีดิสนีย์แลนด์อีกหลายแห่ง |
|
|